Get Adobe Flash player

นานาสาระ ที่น่าสนใจ คลิ๊คเลย!

ส้วมเฉพาะกิจ ปลดทุกข์ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม อาชีพเสริม เลี้ยงปลาทับทิมในกะชัง 4เดือน ได้700ก.ก.ต่อ1กะชัง สนใจมั๊ย.. ผู้ที่ชอบรับประทานปลาหมึก(ควรอ่านนะ) ประโยชน์ของน้ำมันมะพ้าว กำลังใจ ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างหรือเปล่า มีไปทำไม-ว.วัชรเมธี ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน ธรรม ของหลวงปู่ทวด "ตา" อย่าลังเลที่จะดูแล SO GOOD ภาพถ่ายกับความหมายดีดีของชีวิต ระวัง! ดื่มน้ำเย็นมากๆเป็นอันตราย 3 คาถาของคนทำงานที่อยู่ในสังคม(อย่างเราๆ) คน1คน โฆษณาช๊อตเดียว 6ล้านดอลล่าร์ สุดยอด!!! หลวงพ่อโสธร พระพุทธชินสีห์ พระพุทธชินราช ชีวิตนกอินทรีย์-อ่านเถอะดีนะ สัณญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

เรื่องอื่นๆในหมวดเดียวกัน

ผู้สนับสนุน

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

ราคาน้ำมันวันนี้

มายด์แมชีนสัญชาติไทย


"แทส" เดวิด มายด์แมชีน สัญชาติไทย โดยคนไทย จากราชบุรี

เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับบำบัดอาการเจ็บป่วยโดยไม่ต้องใช้ยา

 
คลิคที่นี่เพื่อดูรูปร่างหน้าตา http://www.youtube.com/watch?v=PW8HF9cH7LI&feature=youtu.be 
 

ให้ความเพลิดเพลิน เหมือนการฟังเพลงเพราะๆผ่านเครื่องเสียงชั้นเยี่ยม  โดยไม่เป็นอันตรายใดๆ  ไม่เกิดการตกค้างหรือสะสมของ สารพิษในร่างกายอย่างที่เกิดกับอาหารหรือยาบางชนิด  

เหมาะสำหรับโรงเรียน โรงพยาบาล  โรงแรม รีสอร์ท สปา ผู้บริหารที่ใช้สมองตรากตรำงานหนัก และผู้ที่ต้องการพักผ่อน คลายเครียด นอนหลับสนิทฯลฯ  เป็นการบำบัดที่ใกล้ชิดธรรมชาติ ด้วยวิธีปรับคลื่นสมองของผู้ใช้ โดยการสร้างความถี่เลียนคลื่นสมอง(Brainwaves Frequency) เช่น ความถี่ เบต้า เพื่อปลุกเร้าให้กระฉับกระเฉง ความถี่แอลฟ่า เพื่อความคิดสร้างสรรค์ ความถี่เธต้าเพื่อสมาธิและความจำที่ดีเลิศ  หรือ ความถี่เดลต้า   เพื่อคลายเครียดและหลับลึกหลับสนิทเป็นต้น  เป็นการผสม(Modulation)คลื่นสมอง กับเสียงดนตรีและเสียงธรรมชาติ เช่น ฝนตก คลื่นทะเล ลม น้ำไหล กบ   เขียดแมลง หรือเสียงนกร้อง ฟังผ่านหูฟังเสียงดี และแว่นตา ที่ออกแบบพิเศษที่มีหลอดไฟ LEDกระพริบสัมพันธ์กับความถี่คลื่นสมองที่สร้างชึ้น ในย่านต่างๆที่ต้องการ ทำให้สมองของผู้ใช้ ได้รับการปรับสภาพให้คล้อยตามความถี่ที่เราสร้างขึ้น ผลทำให้ “สมองเกิดการผ่อนคลายหายเครียด จิตสงบ มีสมาธิ    นอนหลับสนิท พิชิตความเครียด โดยไม่ต้องใช้ยา”

จึงนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านสุขภาพได้หลากหลายทาง  เช่น

ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงขึ้นของสมอง ที่มีผลต่อการเรียนและความจำดีขึ้น มีผลการวิจัยในต่างประเทศ กับนักศึกษา2กลุ่ม    พบว่านักศึกษากลุ่มแรกที่ใช้เครื่อง มายด์แมชีนไปพร้อมๆกันกับการท่องหรือดูหนังสือตำราเตรียมสอบ ให้ผลด้านความจำและทำคะแนนในการสอบได้ดีกว่ากลุ่มที่2ที่ไม่ได้ใช้เครื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญ    

ใช้ทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายหายเครียด ช่วยทดแทนการนอนหลับสำหรับผู้ที่อดนอน

ใช้ในการทำสมาธิจิตสงบ โดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกฝน

สามารถนำไปใช้บำบัดอาการเจ็บ  ป่วยเรื้อรัง เช่น ปวดหัวไมเกรน ความดันโลหิตผิดปกติ

นอกจากนี้ยังนำไปใช้บำบัดกับผู้ป่วยทางจิต หรือผู้ที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น ก้าวร้าว ขี้โมโห อารมณ์ฉุนเฉียว หรือลดการติดสารเสพติด เหล้า บุหรี่   กินจุกกินจิกอัน เป็นสาเหตุของอ้วน ใช้ในโรงพยาบาลเพื่อบำบัดโรคเครียด

Tas  David System One   Mind Machine   ออกแบบและสร้างโดย อ.อัมพร จันทรมาศ    อดีต เจ้าของ หจก. ออดิโอ-สเปคตรัม และระเบียงอาหารวิวงาม-น้ำสวย ริมแม่น้ำแม่กลอง ต.โคกหม้อ ราชบุรี อ.บรรยายพิเศษ ด้านภาพ/เสียง ในระดับปริญญาโทหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของรัฐ และยังเป็นนักออกแบบระบบเสียงระดับแถวหน้า ให้กับสถานที่ชั้นนำระดับชาติ หลายแห่งของเมืองไทย

สนใจ โทร.08-2365-9654 , 08-6449-5179หรือติดต่อทาง Line ID : vn57 สั่งซื้อโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาย่อยบิ๊กซีราชบุรี ชื่อบัญชี อัมพร จันทรมาศ เลขบัญชี 7090036471

 
ถ้าสมุนไพรเปรียบเสมือนเป็นอาหารเสริมสำหรับร่างกายแล้ว  มายด์แมชีน ก็เปรียบเสมือนเป็นอาหารเสริมสำหรับสมองและจิตใจ
 

ต้องการฟังเพลงแบ๊คกราวน์ดมิวสิค หรือหยุดฟังให้เลือกคลิ๊คปุ่มควบคุมด้านขวามือนี้         

   ในยุคที่มีความก้าวหน้า ทางวิทยาการด้านคอมพิวเตอร์อิเล็คทรอนิคส์อย่างปัจจุบัน ได้นำจิตวิทยาด้านเสียงมาประยุกต์ร่วมกับอิเล็คทรอนิคเรียกว่า ไซโคเอคูสติค และอิเล็คโทรเอคูสติค เป็นวิชาที่ศึกษาด้านเสียงและอิเล็คทรอนิค มีการสร้างเครื่องมือ และพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยอาศัยผลการวิจัยทางการ แพทย์ที่เกี่ยวกับสมอง มาสร้างคลื่นเสียงให้มีความถี่ต่างๆสัมพันธ์กับคลื่นสมองของคนเรา (Brain sync /Brainwave Generator) ใช้ร่วมกับแว่นตา(Brain Booster Photo Strobic Goggle)ที่สร้างขึ้นมาพิเศษที่มีหลอดไฟLED เปล่งแสงกระพริบ (Audio Strobe) สัมพันธ์กับจังหวะความถี่ของคลื่นสมอง รวมเรียกเครื่องมือนี้ว่า"MIND MACHINE”


มายด์แมชีนเป็นเทคโนโลยีใหม่ มีผลการ วิจัยที่มีการยอมรับอย่างกว้างขวางในต่างประเทศว่าเป็น เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้เชื่อมต่อกับจิตใจ เพือบำบัดความตึงเครียด อ่อนล้าของสมอง ความเครียด นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล ขี้กลัว ใช้บำบัดอาการเจ็บป่วยเรื้อรังบางชนิด ปวดหัวไมเกรน ความดันโลหิต หรือใช้ในการลดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ เช่น ดื่มเหล้าหรือแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือสารเสพติด กินจุกกินจิกจนเป็นสาเหตุของโรคอ้วนตามมา เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้เพื่อการผ่อน ในหมู่นักธุรกิจที่ใช้สมองตรากตรำงานตลอดวัน ใช้เพื่อการคลายเครียด(Relaxation) ใช้ลดความตึงเครียดของสมอง(Stress) ใช้ในการทำสมาธิ(Meditation) ใช้ในการฝึกบังคับจิตให้สงบ หรือนอนหลับด้วยตนเอง(Self Hypnosis) ช่วยให้นอนหลับลึก/หลับสนิท(Deep Sleep) ช่วยให้การทำ งานของสมองมีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยให้อารมณ์สดชื่นแจ่มใส สามารถใช้ในหมู่เยาวชน นักเรียนนักศึกษา ช่วยให้ความจำ(memory)ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้/เรียนรู้(Learning) ตลอดจนมีสมาธิแน่วแน่(Focus)อีกด้วย โดยไม่ต้องใช้ยาและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่เกิดการสะสมของสารพิษในร่างกาย

มนุษย์รรู้จักใช้เสียงและแสงในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มานับพันปีมาแล้ว โดยในสมัยโบราณได้ใช้แสง จากเปลวไฟในกองไฟ และใช้เสียงจากเสียงกลองหรือเสียงท่องสวด ของพ่อมดหมอผี หรือเจ้าพิธี การใช้แสงและเสียง การเต้นเป็นจังหวะ การบูชายันต์ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บของเขาได้ เป็นต้น หรือที่สังเกตุได้ชัดจากตัวเราหรือคนใกล้ ชิด เมื่อรู้สึกเครียดแล้วได้ฟังเพลงหวานๆ ก็จะรู้สึกหายเครียด หรือบางคนชอบเปิดเพลงดังๆเวลาขับรถ เพื่อป้องกันการง่วง หรือบางคนพอนั่งรถได้ยินเสียงเครื่องยนต์ครางหึ่งๆสม่ำเสมอก็จะรู้สึกง่วงทันที เสียงเหล่าเหล่านี้ ล้วนมีอิทธิพล มีผลต่อคลื่นสมองของคนเรา ที่ส่งผลไปถึงพฤติ กรรม และสุขภาพร่างกายได้ทั้งสิ้น ซึ่งสอด คล้องกับสำนวนไทยโบราณที่กล่าวไว้ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” นั่นคือสภาพจิตใจ(MIND) มีผลต่อร่างกายของเราโดยตรงนั่นเอง

เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจ (Mind Science) ไม่ว่าจะเป็นประสาทวิทยา(Neuro Science) วิทยาศาสตร์การรับรู้(Cognative Science) ประสาทเทววิทย(Neuro Theology) ระบบรับรู้ประดิษฐ์ (Artificial Sense) การเชื่อมต่อระหว่างเครื่องมือซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์กับ จิตใจ(Mind-Machine ) เป็นต้น กำลังกลายมาเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงในวงการวิจัยทั่วโลก

ประเทศไทยกำลังจะตกยุค ของศาสตร์เหล่านี้ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ประเทศทางเอเชียของเรามีความก้าวหน้าในเรื่องของศาสตร์แห่งจิตใจมาก่อนประเทศตะวันตกเสียอีก เนื่องจากเราเป็นเมืองพุทธ  แต่ทว่า.... ขณะนี้ประเทศตะวันตกกำลังจะนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาหลอมรวมกับศาสตร์ที่เมื่อก่อนอธิบายไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์

สัญญาณแห่งความเครียด ลองสำรวจตัวท่านดูว่ามีบ้างหรือไม่

ด้านร่างกาย

ด้านจิตใจ


คลอเรสเตอรอลสูง

ขี้ตกใจ ตื่นกลัว

น้ำหนักลดรวดเร็ว

วิตกกังวล ห่วงใย

ความดันโลหิตสูง

อารมณ์แปรปรวน

ปวดหัวเรื้อรัง

หวาดระแวง

ปวดหลังเรื้อรัง

นอนหลับยาก

จาก Economic times ประเทศอินเดีย


การหาทางบำบัด ให้พ้นจากความ เครียด มีหลายวิธี เช่นการทำโยคะ หรือการทำสมาธิ แต่วิธีการเหล่านั้นกว่าจะชำ นาญและเข้าถึง ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือ เป็นเดือน จึงทำให้หลายคนอดทนคอยไม่ได้และล้มเลิกในที่สุด

ตัวอย่าง ผลการวิจัยของภาควิชาจิตวิทยามหาวิทยาลัยMLS ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในอินเดีย ที่ยอมรับว่ามายแมชีนใช้ได้ผลจริงโดย ใช้เวลาทำการวิจัยนานถึง7ปี โดยใช้นักวิชาการ อาจารย์ระดับปริญญาเอก 5คน ทำการศึกษาวิจัยโดยใช้กลุ่มตัว อย่างจากนักศึกษาวัยรุ่นจำนวน 120คน กลุ่มแรกใช้เครื่องมายด์แมชีนร่วมกับการดูตำราสอบ กับกลุุ่มที่สองดูตำราโดยไม่ได้ใช้เครื่องมายด์แมชิน ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยดังกล่าว พบว่านักศึกษากลุ่มแรกที่ใช้เครื่องมายด์แมชิ่นร่วมขณะดูตำราเพื่อเตรียมสอบ ทำคะแนน ให้ผลการสอบได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้เครื่องมายด์แมชีนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเอเชียอย่างประเทศอินเดียมายด์แมชีน กำลังกลายเป็นที่นิยมในการเพิ่มประสิทธิภาพให้สมอง และความจำลดความเครียดและผลการสอบที่ดีขึ้นจริง คำยืนยันรับรองถึงผลและความปลอดภัยในการใช้เครื่องมายด์แมชีนดังกล่าวของมหาวิยาลัยแสดงอยู่ข้างล่างนี้

University Research Proves  "It Really Works"Highly Recommended by Head, Dept of Psychology of MLS University (Govt of India) After 7 Years of Research by 5 Ph D Scholars and 120 Students" -Dr Vijaya Laxmi Chouhan, MA, PhD,Head, Dept of Psychology, Mohanlal Sukhadia University, dated 13-Feb-2006 ที่มาข้อมูล: www.mindpowerindia.com

จึงได้รับ การกล่าวขาน ลงตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆของอินเดียหลายฉบับ เช่น DNA Ahmedabad  คือหนึ่งในจำนวนนั้นที่ลงตีพิมพ์เรื่องราวของ มายด์แมชีน ซึ่งทาง DNA Ahmedabad ระบุว่าเหตุใดมายด์แมชีนจึงได้รับความนิยมนำไปใช้ในการเรียนการสอบในหมู่นักเรียนักศึกษากันมากขึ้น

ในการดำเนินการวิจัยนั้น ได้ใช้เครื่องมายด์แมชีนที่ผลิตในอินเดียชื่อ Raj Bapna และดนตรีชื่อ Bapna’s Mind Power Music

คลื่น

ใน ธรรมชาติ เมื่อเราทำให้น้ำเคลื่อนไหวเช่น การโยนก้อนหินลงไป ก็จะเกิดเป็นคลื่นพลังงานในน้ำเห็นได้ชัด เป็นระลอกคลื่น ในร่างกายของมนุษย์ก็มีพลังงานคลื่น ที่สามารถตรวจวัดได้หลายอย่าง เช่น คลื่นหัวใจ (ตรวจวัดโดย ECG , Electro Cardio Graph) คลื่นสมอง ตรวจวัดโดย EEG (Electro Encephalo Graph) คลื่นสมองจะมีลักษณะเคลื่อนไหว ขึ้นและลงเหมือนคลื่นทั่วไป โดยใช้หน่วยการวัดเป็น รอบ ต่อวินาที หรือ เฮิร์ทซ์(Hz-Hertz)

ภาวะของคลื่นสมอง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งได้มาจากการส่งสัญญาณเคมีทางชีวภาพในร่างกายมนุษย์ การวัดพลังงานไฟฟ้าบริเวณสมองด้วย เครื่องมือ EEG ทำให้นักวิจัยทางระบบประสาทวิทยา และ นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบความจริงว่า สิ่งเร้าปัจจัยภายนอก มีผลโดยตรง ต่อสภาวะภายในจิตใจที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง

วิดีโอเพื่อดูเพิ่มเติมเรื่อง "คลื่นสมองสั่น คืออะไร"

What Is Brain Wave Vibration?

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=gmz6CcBFkmc&feature=related


วิดีโอดูเพิ่มเติมเรื่อง "ความลับของ คลื่นสมองสั่น"

The Secret of Brain Wave Vibration

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=kKwD7oYnYmM&feature=related


ดูเพิ่มเติมเรื่อง "การทำให้อารมณ์ของท่านสดชื่นเบิกบานด้วยการใช้ คลื่นสมองสั่น" 

Refresh your mind using Brain Wave Vibration

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=xxaGMR-DPJE&feature=related



คลื่นสมอง กับระดับสมาธิ

ในสหรัฐอเมริกา มีการค้นพบความ สัมพันธ์ ระหว่างสมองกับการทำสมาธิ การค้นพบนี้บ่งบอกว่า สมองของเรานั้นประกอบ ด้วยเซลล์จำนวนมาก แต่ละเซลล์นั้นได้สร้างกระแสไฟฟ้าเล็กๆขึ้น ซึ่งรวมกันแล้วทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือคลื่นสมอง ซึ่งเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของจิตหรือของอารมณ์

คลื่นสมอง(Brainwaves) แต่ละเซลล์เรียกว่า”นัวร่อน(Neuron)” จะสื่อสารกับเซลล์อื่นๆโดยการเปลี่ยนแปลง ทางไฟฟ้าที่ได้จากการส่งสัญญาณเคมี ทางชีวภาพภายในสมอง จากการวัดด้วยเครื่องEEG ดังกล่าวข้างต้น นักวิจัยพบว่าความถี่คลื่นสมองจะมีผลต่อต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย อารมณ์และจิตใจ

ในปี1930 นักวิจัยด้านสมองทำการทดสอบและวิจัยคลื่นสมองของนักศึกษาจำนวน 40 คน ผลการวิจัยพบว่าเราสามารถอ่านค่าผลของการวัด และแบ่งคลื่นสมองของมนุษย์ตามระดับความสั่นสะเทือน หรือความถี่ ได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

 

เบต้า Beta คลื่นสมองที่ความถี่ประมาณ 14-30เฮิร์ทซ์ ซึ่งจะเกิดในช่วงที่เราทำงานใช้ความคิดแก้ปัญหาต่างๆ หรือพบกับเหตุตื่นเต้นต่างๆเป็นต้น

แอลฟ่า Alpha คลื่นสมองที่ความถี่ประมาณ 8-13.9 เฮิร์ทซ์ จะเกิดในช่วงที่เราผ่อนคลาย และจิตใจสงบเยือกเย็นลง

เธต้า Theta คลื่นสมองที่ความถี่ประมาณ 4-7.9 เฮิร์ทซ์ จะเกิดในช่วงที่เราเริ่มเข้าสู่ภวัง เคลิ้มหลับ หรือครึ่งหลับครึ่งตื่น เป็นช่วงผ่อนคลาย(Deep Relaxation) เช่นการบังคับจิตให้ผ่อนคลายนิ่งสงบ(Hypnotic Relaxation)การเพ่งสมาธิ(Visualization)

เดลต้า Delta คลื่นสมองที่ความถี่ต่ำมาก 0.1-3.9เฮิร์ซ์ จะเกิดในช่วงที่คนเรานอนหลับลึก หลับสนิท หรือที่เรียกว่า "หลับเป็นตาย"

 

ในแต่ละวัน คลื่นสมองของคนเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไปตามสิ่งเร้าที่สมองได้รับ เช่น ขณะที่เราทำงานอยู่ที่ทำงาน ขณะที่เราใช้ความคิด คลื่นสมองจะอยู่ที่ความถี่เบต้า แต่พอเรากลับบ้านช่วงที่เราพักผ่อนหลังเลิกงานไม่ได้ใช้ความคิด  คลื่นสมองจะอยู่ที่ความถี่แอลฟ่า และเมื่อเราเข้านอน หรือนอนหลับ คลื่นสมองจะอยูู่ที่ความถี่เธต้า ถ้าหลับสนิทก็จะอยู่ที่ความถี่เดลต้า เป็นต้น

ในวันที่เราประสบกับภาวะวุ่นวาย สับสน ยุ่งเหยิงนั้น ธรรมชาติจะชดเชยให้สมองพยามปรับสภาพให้คลื่นสมอง อยู่ในสภาพคงที่(Stabilize) โดยอัติโนมัติ ซึ่งแสดงออกมาในลักษณะอาการสมองตื้อ ที่หลายคนมักพูดว่า”วันนี้เบลอคิดอะไรไม่ออก ขอหยุดพักสักหน่อย” อะไรทำนองนี้ นั่นคืออาการที่แจ้งให้รู้ว่าสมองกำลังปรับสภาพ(Bounce Back) ซึ่งเป็นช่วงที่ทำให้เราอยู่ในสภาพที่ขาดสมาธิ ถ้าสมองอยู่ในภาวะเช่นนี้ก็ยากที่จะทำกิจกรรมให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ดังนั้นการทำให้สมองกลับสู่สภาพปกติ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้สมองได้รับการผ่อนคลาย หรือพักผ่อนอย่างเต็มที่(Relax) นอนหลับสนิท(Deep Sleep) งดสิ่งที่ทำ ลายสุขภาพทุกชนิดโดยสิ้นเชิง เช่น ดื่มเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสูบบุหรี หรืออดหลับอดนอน

พึงหลีกเลี่ยงจากการทำร้ายสมอง 6ประการ ต่อไปนี้

1 การได้รับทารุณ โหดร้ายการบาดเจ็บ

2 การเสพยาเสพติด ดื่มเหล้า

3 ความอ่อนเพลียละเหี่ยใจ สภาพจิตใจที่ท้อแท้ อ่อนล้า

4 อารมณ์เป็นทุกข์ อิจฉา ริษยา อาฆาต

5 จิตใจที่ทรมาณปวดร้าว

6 ความเครียด    

ที่มาข้อมูล: BRAIN & HEALTH ”Basic of Brainwaves” “The dynamic system is the self in each of us” By W.J. Freeman in how brain make up their mind แปลโดย อ.อัมพร จันทรมาศ

 
วิดีโอแสดง ให้เห็นพฤติกรรมของคนที่มีผลมาจากคลื่นสมอง ที่ในแต่ละวันคลื่นสมองจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากการวัดด้วยเครื่อง EEG ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่คนนอนหลับ คลื่นสมองจะต่ำและช้าลง  ในช่วงที่พักผ่อน คลื่นจะสมองเร็วขึ้น และในช่วงที่เราทำงานหรือทำกิจกรรรมต่าง คลื่นสมองจะมีความถี่สุงและเร็วขึ้นไปอีก

How the Body Works An EEG: Brain Waves

(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=M9XVm-ks1ME&feature=related


BETA



1.เบต้า Beta จะมีคลื่นความถี่ที่ 13 ถึง 30 รอบต่อวินาที

ความหมายของคลื่นเบต้า คือ สมองอยู่ในภาวะการทำงานและควบคุมจิตใต้สำนึก เช่น กำลังทำงานทั่วไป กำลังพูด กำลังทำกิจกรรมต่างๆเร็ว เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะปกติทั่วไป ในสภาวะปกติสมองจะรับข้อมูลต่างๆ จากภายนอกเป็นจำนวนมาก จนถึงก่อให้เกิดความสับสนวุ่น วาย คลื่นสมองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้จะมีความ ถี่สูง ยิ่งความถี่ของคลื่นสมองสูงขึ้นไปมากเท่าไร จิตใจของเราก็จะวุ่นวายสับสนมากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น รูปร่างของคลื่นเบต้ามีลัก ษณะคล้ายเส้นกราฟที่ขยุกขยิก ขึ้น-ลง ขึ้น-ลง สลับกัน คล้าย ๆ เวลาเราลากเส้นสลับฟันปลานั่นเอง

อันเป็นการชี้ชัดถึงความกระสับกระส่ายวุ่นวายของคนปกติ ถ้าสมองมีเรื่องต้องคิดวุ่นวายมาก เส้นกราฟจะขยุกขยิกมากด้วย ภาวะเช่นนี้จะรู้สึกหงุดหงิด กระสับกระส่ายประสิทธิภาพในการคิดตัดสินใจไม่ดี ยิ่งคลื่นสมองยิ่งสูง ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบได้มากเท่านั้น คนที่ไม่ฝึกสมาธิ จะมี คลื่นสมองเบต้า (Beta wave) มากกว่าคนที่ฝึกสมาธิ


ALPHA

2.แอลฟ่า Alpha จะมีคลื่นความถี่ที่ 8 ถึง 13.9 รอบต่อวินาที

ความ หมายของคลื่นแอลฟ่า คือ สมองอยู่ในช่วงพักผ่อนหรือกำลังทำสมาธิ เป็นคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสภาวะของคนที่มีจิตใจสงบเยือกเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่สมองสามารถคิดสร้าง สรรค์หรือเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีจังหวะที่ช้ากว่า มีขนาดใหญ่กว่าและมีพลังงานมากกว่าคลื่นเบต้า (Beta wave)  รูปร่างของคลื่นแอลฟ่ามีลักษณะคล้ายรูปลูกคลื่น ไม่ขยุกขยิกเหมือนคลื่นเบต้า เมื่อฝึกสมาธิ พลังของสมาธิมีความเกี่ยวโยงกับสมองทำให้คลื่นสมองเรียบขึ้น แทนที่ จะถี่มากก็กลับเป็นเส้นยืดตรงขึ้นตามลำดับ คลื่นสมองนี้ เมื่อวัดจากคนทำสมาธิอย่างเบาๆ คลื่นแอลฟ่านี้ช่วยทำให้ความสับสนวุ่นวายในสมองลดลง จิตใจจึงสงบและเยือกเย็นขึ้น ซึ่งพร้อมทีจะทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ


THETA

3.เธต้า Theta จะมีคลื่นความถี่ที่ 4 ถึง 7.9 รอบต่อวินาที

เมื่อได้ฝึกจิตเช่นท่องมนต์หรือภาวนาบ่อยๆเข้า อย่างเราภาวนาพุทโธเป็นต้น จิตสงบขึ้น คลื่นแอลฟ่าค่อยเปลี่ยนเป็น คลื่นที่มีจังหวะช้าลง ๆ แต่กลับมีพลังงาน สูงขึ้นๆจะส่งคลื่นเธต้า(Theta wave)ออก มาคลื่นสมองจะเปลี่ยนเป็นคลื่นเธต้(Theta) ความหมายของคลื่นเธต้า คือ สมองอยู่ในช่วงเข้าสมาธิแบบลึก(Deep Meditation) มีความเชื่อมโยงกับการเห็นภาพพจน์ต่างๆ(Visualization) คลื่นเธต้า เป็นคลื่นสมองชนิดหนึ่ง ซึ่งจะปรากฏตัวขึ้นมาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแว่บเดียวเท่านั้น เป็นแว่บสุดท้าย อยู่ในลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่นเป็นช่วงกำลังอยู่ในภวังค์


DELTA

4.เดลต้า Delta จะมีคลื่นความถี่ที่ 0.1 ถึง 3.9 รอบต่อวินาที

เป็นคลื่นสมองที่มีความถี่ของสมองที่ต่ำที่สุดจนถึงนิ่ง เป็นเส้นตรงแต่มีพลังงานสูง ระหว่างนี้สมองของคนเราจะส่งคลื่นเดลต้า (Delta wave) ออกมาถ้าใครฝึกสมาธิจนจิตสงบมากขึ้นไปอีก คลื่นสมองก็จะเป็นเส้นตรงปกติขึ้น ไม่วุ่นวาย ความคิดก็ไม่วุ่นวาย คลื่นสมองก็เรียบดีขึ้นเป็นคลื่นที่เกิดขึ้น ในสภาวะของคนนอนหลับสนิทเป็นช่วงที่สมองหลับอย่างเต็มที่ ที่รียกว่า”หลับลึก”(Deep Sleep) โดยไม่มีความฝันใดๆ หรือ เป็นช่วงที่พักผ่อนอย่างเต็มที่ หลายคนชอบพูดว่า”หลับเป็นตายเลย”คือหลับสนิทโดยไม่มีอะไรมาทำให้กังวลเลย

 

การสอดสัมพันธ์(Syncronization)

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วมีการพบว่า ถ้าสมองได้รับการกระตุ้นหรือการเร้า(Stimulation) ก็จะเกิดคลื่นไฟฟ้า (Electrical Impulse) ในสมอง ซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงสัมพันธ์สอดคล้องไปตามจังหวะที่สมองได้รับสิ่งเร้านั้นๆ คลื่นไฟฟ้านี้เรียกว่า”คลื่นสมอง”(BRAIN WAVEs)

ด้วยเหตุนี้ถ้าเราต้องการพักผ่อน หรือต้องการผ่อนคลาย(Relax) เราก็เล่นเปียโน หรือฟังเพลงเบาๆ หรือ ฟังเสียงธรรมชาติ เช่นเสียงคลื่น เสียงฝน เสียงลม เสียงน้ำไหล เสียงนกร้องฯลฯ และถ้าเราต้องการความกระปรี้ประเปร่า กระฉับ กระเฉง ก็ฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วเร้าใจ เช่นเพลงเฮฟวี่ ร็อค เป็นต้น

เมื่อสมองได้รับการเร้ากระตุ้นจากคลื่นเสียงหรือเสียงธรรมชาติ ที่มีจังหวะหรือความถี่ที่มีลักษณะสอดคลองกับคลื่นสมอง(Brainwaves) ของเรา เราเรียกจังหวะนั้นว่า”ไบนัวรอนบีท“(Binaural Beat) เมื่อสมองได้รับไบนัวร่อนบีท ก็จะตอบ สนองโดยปรับคลื่นไฟฟ้าในสมอง ให้สัมพันธ์คล้อยตามกับสิ่งเร้าที่ได้รับนั้น ทำให้เกิดสมองเกิดการผ่อนคลายเต็มที่ (Deep relaxa tion) หรือตื่นเต้นสุดขีดเป็นต้น ปรากฎการณ์เช่นนี้รู้กันในหมู่นักวิทยาศาสตร์ว่า ”ความถี่ที่เกิดตามหลังการตอบสนอง” หรือเรียกย่อๆว่า FFR (ย่อมาจาก Frequency Following Response)

ความถี่ ไบนัวร่อนบีท นี้จะทำให้เกิด คลื่นสมองที่มีความถี่ต่ำมากๆ (Infrasonic Frequency)ขึ้น คือความถี่ที่ต่ำกว่าหูของคนเราจะได้ยินได้(โดยปกติคนเราจะได้ยินเสียงที่มีความถี่ระหว่าง20เฮิร์ทซ์ ถึง2หมื่นเฮิร์ทซ์เท่านั้น )จึงไม่มีเครื่องมือไฟฟ้าทางเสียงที่เรียกว่าอิเล็คโทรเอคูสติคใดๆ สามารถแปลงคลื่นไฟฟ้านี้ ให้เป็นคลื่นเสียงที่ดังแรงพอที่จะทำให้คนเราได้ยินได้

แต่สมองจะสร้างความถี่ต่ำที่ต่ำกว่า40เฮิร์ทซ์ขึ้นในสมองได้เองโดยอัตโนมัติ จากการเลียนเสียงความถี่  ไบนัวร่อนบีท ที่ได้ยินโดยหูแต่ละข้าง ทั้งสองข้าง

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราป้อนความถี่รูปไซน์ขนาด315เฮิร์ทซ์ ให้หูข้างขวา และป้อนความถี่รูปไซน์ที่ขนาด 325เฮิร์ทซ์ให้หูข้างซ้าย สมองจะสร้างความถี่ที่เรียกว่า แฟนธ่อมฟรีเควนซี่(Phantom Frequency) ขนาด10เฮิร์ทซ์ ขึ้นมาเองโดยอัติโนมัติขึ้นในสมอง ซึ่งเป็นความถี่ที่ขนาด10เฮิร์ซ์นี้จะตรงกับช่วงความถี่แอลฟ่าพอดี หรือเรียกว่า แอลฟ่าสเตท (Alpha State) ความถี่แอลฟ่านี้เป็นช่วงที่ทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายที่เรียกว่า”รีแล็กซ์(Relaxation) เราจึงรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้ยินความถี่ไบนัวร่อนบีทที่ป้อนให้หูทั้ง2ข้างนั่นเอง

ในสมองของมนุษย์ยังมีการแบ่งออกเป็น สมองซีกซ้าย และ สมองซีกขวา ซึ่งโดยปกติคลื่นสมองในด้านซ้ายและด้านขวาจะมีความถี่ขึ้นลงเป็นอิสระต่อกัน จึงทำให้คลื่นสมองด้านซ้ายและขวาแตกต่างกัน .... แต่นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่าในระหว่างการทำสมาธิโดยการใช้เครื่องมือ Mind Machine กำเนิดความถี่ ไบนัวร่อนบืท ทั้งแสงและเสียง เร้าหรือกระตุ้น ก็จะเกิดการปรับความถี่ของ สมองด้านซ้ายและสมองด้านขวาให้ขึ้นลเหมือน กันเรียกว่า ซิงโคไนท์เซชั่น Synchronization

และในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การเกิด Synchronization ของคลื่นสมองนี้ทำให้เกิดพลังจิตที่เพิ่มขึ้นในมนุษย์และทำให้สามารถเรียน รู้ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างยอดเยี่ยม

ภาพซ้ายล่างเป็นการเปรียบเทียบสมองที่ไม่เกิดซิงโครไนซ์(ซ้าย) และสมองที่ซิงโครไนซ์(ขวา)

ที่มาข้อมูล: เว็บไซท์ neuro vector


 
วิธีเร้าหรือกระตุ้นให้สมองเกิดการผ่อนคลายที่ง่ายและได้ผลที่สุด ก็คือการเร้าหรือกระตุ้นด้วยเสียงและ สิ่งที่มองเห็น (Stimulating the brain with visual stimulus)

การเร้าด้วยสิ่งที่มองเห็น ซึ่งในที่นี้คือการใช้แสงกระพริบตามความถี่จะให้ผลต่อสมอง เด่นชัดสูงกว่าการเร้าด้วยสิ่งที่ได้ยินโดยหูเพียงอย่างเดียว เพราะว่าที่ความถี่เสียงที่ต่ำมากๆนั้นหูคนเราจะได้ยินไม่ชัด หรือไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ

เช่นที่ความถี่ระดับ 10เฮิร์ซ หูคนเราจะไม่ได้ยิน แต่สามารถเห็นได้จากแสงกระพริบของหลอดไฟLED ที่กระพริบดับและติด10ครั้งต่อวินาทีอย่างชัดเจน ดังนั้นเมื่อเรานำสิ่งเร้าทั้ง2 คือแสง และเสียง มาใช้ร่วมกันก็จะมีผลทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต่อการกระตุ้นให้คลื่นสมองคล้อยตามสิ่งที่มาเร้าหรือกระตุ้นได้ง่ายหรือมากกว่าการใช้ แสง หรือเสียง อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว

 

เครื่องวัดคลื่นสมอง EEG(electro encephalography) เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดคลื่นสมอง ที่เป็นผลมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากปฎิกริยาทางเคมีในสมอง ผลที่ได้จากการวัดมีรูปแบบที่รวมเอาความถี่ที่ต่ำกว่า30เฮิร์ซ เอาไว้ด้วย สามารถแบ่งออกเป็น4ขั้น(4State of Mind)

เดลต้า(Delta) 0.1–3.9Hz เป็นช่วงที่หลับสนิทหรือหลับลึก(Deep sleep)

เธต้า(Theta) 4–7.9Hz เป็นช่วงเคลิ้มๆ จะหลับมิหลับแหล่ ครึี่งหลับครึ่งตื่น หรือช่วงเข้าสู่ภวังที่กำลังจะหลับ(Drowsy) (also first stage of sleep)

แอลฟ่า(Alpha) 8–13.9Hz เป็นช่วงผ่อนคลายแต่รู้สึกตัว(Relaxed but alert)

เบต้า(Beta) 14–30Hz สมองตื่นตัวเต็มที่และเข้มข้น(Highly alert and focused)

คลื่นสมองในระดับต่างๆนี้จะมีผลต่อสภาพจิตใจที่แตกต่างกันไป

คลื่นสมองที่วัดได้จากเครื่อง EEG นั้น จะรวมเอาความถี่ย่านต่าง กว้างมากเอาไว้ด้วยดังนั้นไม่ใช่คลื่นใดคลื่นหนึ่งเพียงอย่างเดียว ที่มีผลทำให้สมองและจิตใจเปลี่ยนแปลง แต่คลื่นอื่นๆก็ที่สมองได้รับก็จะมีผลด้วยเช่นกัน

การเร้าสมองด้วยความถี่ใดๆก็ตามจะมีผลทำให้สมอง สร้างคลื่นสมอง(Brain waves)คล้อยตาม สิ่งที่กระตุ้นหรือเร้าที่สมองได้รับ

 

เราเรียกขบวนการปรับคลื่นสมองด้วยการเร้าหรือกระตุ้นให้สมองคล้อยตามความถี่ที่เราสร้างขึ้นนี้ว่า

“เบรนเวฟเอ็นเทรนเม้น”(Brainwave Entrainment)

(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก  ก่อนครับ)

Relaxation Music - Mozart Symphony 40 with Brain Wave Entrainment - Boost Creativity

ที่มา :  http://www.youtube.com/watch?v=RRjY0_NktUU&feature=related

ผสมเบรนเวฟเอ็นเทรนเม้นท์เทคโนโลยี่ เพื่อกระตุ้นและเพิ่มพลังสมองให้ตื่นตัวกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า มีความมุ่งมั่นสูง ตลอดจความคิดสร้างสรรสูง(ไอเดียบรรเจิด)วิดีโอชุดนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุเกิน18ปีขึ้นไป(ถ้านำไปใช้กับเด็กเล็กๆต้องใช้ชุดอื่นที่สร้างขึ้นมาสำหรับเด็กๆโดยเฉพาะ)

คำแนะนำต้อง ฟังโดยใช้หูฟังเท่านั้นห้ามฟังผ่านลำโพงเพราะจะไม่ได้ผล และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ร่วมกับเครื่อง Tas DAVID Mind Machine ซึ่งมีแว่นตาPhotostrobic ที่ออกแบบพิเศษมีหลอดไฟLED กระพริบตามความถี่คลื่นสมอง โดยเสียบหูฟังเข้ากับคอมพิวเตอร์แทนลำโพง ห้ามฟังจากลำโพงเพราะจะไม่ได้ผล เนื่องจากการฟังจากลำโพงจะเกิดการรั่วข้ามช่อง(Crosstalk)ของเสียงทั้ง2ข้าง(ซ้ายและขวา)คือเสียงจากลำโพงด้านซ้ายสามารถได้ยินทั้งหูด้านซ้ายและหูด้านขวา ขณะเดียวกันเสียงจากลำโพงด้านขวา ก็จะได้ยินทั้งหูด้านขวาและหูด้านซ้าย สมองก็จะไม่เกิดการสร้างความถี่แฟนธ่อมดังอธิบายในตอนต้น ดังนั้นการที่ต้องการให้สมองสร้างความถี่แฟนธ่อมขึ้นมาโดยอัตโนมัตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้หูฟัง เพราะการฟังจากหูฟังจะไม่เกิดการรั่วข้ามช่องของเสียงทั้งซ้ายและขวา หูฟังจึงมีบทบาทตรงนี้แหละที่ลำโพงทำไม่ได้

สมองจะสร้างความถี่แฟนธ่อม อันเป็นสาเหตุที่ส่งผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของมนุษญ์เปลี่ยนแปลง เช่น รู้สึก ผ่อนคลาย หายเครียด ง่วงนอน หรือ ตื่นเต้น กระฉับกระเฉง ฯลฯ ได้นั้น หูทั้ง2ข้างต้องได้ยินความถี่ไบนัวร่อนบีทที่เราสร้างและป้อนให้หูทั้ง2ข้าง ไปในทิศทางที่เราต้องการ เป็นอิสระแยกจากกันเด็ดขาด

คำเตือน ห้ามดู/ฟังวิด๊โอชุดนี้ขณะขับขี่ยวดยาน หรือการใช้เครื่องมือจักรกลหรือเครื่องยนต์กลไกที่เป็นอันตราย

เพราะวิดีโอชุดนี้บรรจุเบรนเวฟเอ็นเทรนเม้นท์ที่ปลุกเร้าสมองให้ตื่น

 

ประโยชน์ของการทำเบรนเวฟเอ็นเทรนเม้นท์ มีผลต่อมนุษย์เราดังนี้

1.ช่วยในการทำสมาธิ(Helping in meditation )โดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกฝน หัวใจของการทำสมาธิ อยู่ที่การตั้งใจและสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนคลื่นสมองไปในระดับที่ต้องการ

ขณะที่การทำสมาธิโดยทั่วไปที่ใช้กันมาหลายปีนั้นเป็นการเรียนรู้หาวิธีทำสมาธิได้อย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ท่านสามาถใช้วิธีทำสมาธิวิธีให้เกิดผลเหมือนกันด้วยวิธีการปรับคลื่นสมอง(Brainwave Entrainment)  ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยการฝึกฝนพิเศษ คลื่นที่เหมาะในการทำสมาธิ จะเป็นช่วงความถี่แอลฟ่า จาก 8 ไปจนถึง 13 เฮิร์ทซ

การใช้วิธีทำสมาธิโดยวิธีปรับคลื่นสมอง(Brainwave Entrainment)ข้างต้นนี้ ถ้าทำบ่อยๆ นานๆเข้าจนเกิดความชานาญ สมองจะเกิดการ ”เรียน” การเปลี่ยนระดับ(4ระดับ ดังกล่าวแล้ว)ได้อัตโนมัติ ก็จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนระดับคลื่นสมองที่จะมีผลต่อจิตใจให้เป็นไปในหนทางทีเราปราถนาหรือต้องการได้ด้วยตัวเราเองง่ายขึ้น โดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าภายนอกอีกก็ได้


2.ช่วยย่นระยะเวลาในการเรียน(Reducing learning time)

มีการค้นพบว่าระดับคลื่นความถี่เธต้า(The theta) 4Hz–7.9Hz จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และความจำดีขึ้น  สามารถศึกษาทดลองด้วยตัวท่านเอง โดยให้เปิดฟังความถี่เธต้า ไปพร้อมๆกับการ ท่อง อ่าน เขียน การเรียน การดูตำรา หรือการเรียนภาษาจากเทปหรือซีดีหรือคอมพิวเตอร์ ก็จะทำให้จดจำสิ่งที่เรียนได้เร็วขึ้นกว่าปกติ

 

ตัวอย่างวิดิโอที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคลื่นสมองกับการจดจำ

เรื่อง "หนทางที่รวดเร็วที่สุดที่จะทำให้จำได้ (The Fastest Way To Memorize!)

เชิญทดลองชม/ฟังด้วยตัวท่านเอง(ให้ฟังผ่านหูฟังเท่านั้นห้ามฟังผ่านลำโพง)

(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

ที่มา:  http://www.youtube.com/watch?v=TFP9rLPRI3g&feature=related

วิดีโอข้างบนนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับคลื่นสมอง(Brain Entrianment)มีผลต่อความจำอย่างไร โดยท่านสามารถทดลองได้ด้วยตัวท่านเอง ในการทดลองครั้งนี้ผู้วิจัยแนะนำให้ท่านต้องฟังจากหูฟังเท่านั้น(เน้นต้องฟังจากหูฟังเท่านั้นห้ามฟังจากลำโพงเด็ดขาด เพราะการฟังทางลำโพงจะไม่ได้ผล ทำไมเหรอ? ให้ลองย้อนกลับไปอ่าน การฟังจากหูฟังเหมือนวิดีโอข้างบน)โดยอันดับแรกให้ท่านเสียบต่อหูฟังเข้ากับคอมพิวเตอร์แทนลำโพง แล้วเล่นวิดีโอชุดนี้ ให้ปรับระดับความดังให้ได้ยินเสียงความถี่คลื่นสมองทางหูฟังพอสมควร (ถ้าปรับเสียงดังจนเกินไปท่านอาจจะรำคาญได้) จากนั้นวิดีโอจะสุ่มคำต่างๆ(เป็นภาษาอังกฤษ เป็นคำล้วนๆไม่มีการอธิบายประกอบ)มาให้เห็น แล้วให้ท่านเริ่มจำทีละคำไปพร้อมๆกับการฟังเสียงความถี่คลื่นสมอง ซึ่งมีทั้งสิ้น10คำ แล้วให้หยุดวิดีโอชัั่วคราว แล้วให้ท่านลองนึกดูซิว่าท่านจำคำไหนได้บ้าง และจำได้ทั้งหมดกี่คำโดยไม่หลอกตัวเอง ผลจากการวิจัยพบว่ามนุษย์ปกติทั่วไปที่ไม่ได้ฟังเสียงความถี่คลื่นสมองจะจำได้เพียง40%เท่านั้นคือจำได้ประมาณ4คำใน10คำ จากนั้นให้กดเล่นวิด๊โอต่อ คราวนี้วิดีโอจะสุ่มคำต่างๆมาให้อีกจำนวน10คำ และคำที่เห็นจะไม่ใช่คำเดี่ยวๆล้วนๆเหมือนตอนแรก แต่ว่ามีการอธิบายให้เห็นภาพพจน์เหตุการ์ ประกอบกับคำที่เห็น เสร็จแลัวให้หยุดวิดีโอ แล้วให้ท่านลองนึกดูว่า ท่านจำคำทั้งหมดที่มาพร้อมกับการอธิบายประกอบคำนั้นๆได้สักกี่คำโดยไม่หลอกตัวเอง ผลจากการวิจัยพบว่ามนุษย์ปกติจะจำคำที่มีการอธิบายประกอบคำนั้นๆเพิ่มเป็น60% คือจำได้้6 คำใน10คำ และการวิจัยยังบอกต่อไปว่าจะจำได้มากขึ้นเป็น90% หากสมองได้ัรับการปรับด้วยคลื่่นสมอง(Brain Entrainment) โดยได้ยินความถี่ ไบนัวร่อนบีทไปพร้อมๆกับการเรียนหรือต้องการจดจำ ถ้าท่านสามารถจดจำคำในวิดีโอนี้ได้มากถึง90% หรือจำได้หมด ก็แสดงว่าคลื่นสมองไบนัวร่อนบีท ที่ท่านได้ยินในวิดีโอชุดนี้มีผลช่วยเสริมให้สมองของท่านมีประสิทธิภาพในการจดจำได้มากขึ้นและเร็วขึ้นนั่นเอง (วิดีโอที่ใช้ทดลองนี้อาจไม่มีผลสำหรับท่านที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ เพราะไม่รู้ความหมายของคำแต่ละคำ แต่ชื่อว่า สามารถนำวิธีการนี้ไปใช้ประโยชน์ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำ การเรียนรู้ เช่น การดูหนังสือหรือตำราอื่นๆของนักเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบแข่งขัน หรือสอบเอ็นทร้านซ์ได้ ดังที่ผู้วิจัยได้แนะนำเอาไว้)

 


3.ลดความต้องการ การนอนหลับ(Reducing sleep needs)

มีการสำรวจพบว่า บางคนฟังคลื่นความถี่เธต้าเพียงครึ่งชั่วโมงต่อวัน จะสามารถทดแทนการนอนหลับได้ถึง4 ชั่วโมงเลยทีเดียว









4.การบำบัดรักษาผู้เจ็บ ป่วยทางด้านจิตใจ(Treatment of certain mental diseases)

ในต่างประเทศได้นำวิธี Brainwave entrainment มาใช้บำบัดกับผู้ป่วยเป็นโรคทางจิต เช่น ขี้หงุดหงิด ขาดความเชื่อมันในตัวเอง จิตใจฟุ้งซ่าน ติดสารเสพติด เช่น ติดยาเสพติด ติดแอลกอฮอล์ ติดบุหรี่ และยังพบว่าการทำ Brainwave entrainment ยังมีประโยชน์ต่อการบำบัดอาการเจ็บปวดเรื้อรังเช่น ปวดหัว ไมเกรน เป็นต้น

ในภาพซ้ายมือ ใช้ภาพสุนัข เพื่อสื่อให้เห็นถึงการนำไปใช้กับผู้ที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่นก้าวร้าว ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห อารมณ์ฉุนเฉียว เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เอาไปใช้กับสุนัข

ข้อมูลด้านความช่วยเหลือเกี่ยวกับคลื่นสมองเป็นลิขสทธิ์ที่จดทะเบียน (BrainWave Generator Help )1998-2004 โดย โนโรม่า โซลูชั่น



คลื่นสมองกับพลังพิเศษในตัวคุณ

ในอดีตคนเชื่อว่า คลื่นสมองและสารที่หลั่งจากสมองนั้นไม่สามารถบังคับหรือควบคุมการเกิดได้ แต่ปัจจุบันหลังจากมีการทดลองและตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์กับนักฝึกจิต พบว่านักฝึกจิตสามารถควบคุมคลื่นสมองและสารที่หลั่งจากสมองได้จากการต่อเครื่องมือนี้เข้ากับศีรษะ เครื่องมือนี้ใช้อยู่ในต่างประเทศ ในประเทศไทยก็มีการนำเครื่องนี้มาใช้แล้วที่มหาวิทยา ลัยมหิดล ซึ่งเป็นเครื่องวัดว่าสมองมีความเกี่ยว พันกับจิตใจ เมื่อจิตใจสงบ สมองก็คลายเครียดลงไป

ท่านทราบหรือไม่ว่า ภาวะของคลื่นสมอง ที่เหมาะสมจะช่วยเปิดพื้นที่ การเรียนรู้ในสมองของเรา ส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และรับข้อมูลปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์มีประสิทธิภาพสูงมากในการทำกิจกรรมหรือ สร้างสรรค์ผลงาน จึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับแหล่งกำเนิดพลังงานชีวิตที่ธรรมชาติให้ มาในตัวตนของพวกเราทุกคน

ที่มาข้อมูล : สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อาจารย์เกียรติวรรณ  อมาตยกุล ได้ให้ความรู้ไว้ในหนังสือ

"คิด-ทำ ด้านบวก"

เป็นแนวคิด"นีโอฮิวแมนนิส" ไว้อย่างน่าสนใจ  ว่า จะต้องพยายามมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ  “ต้องมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ” เป็นมุมมองตามพื้นฐานความเชื่อบนแนวคิด นีโอฮิวแมนนิส กล่าวว่า คนเราแตกต่างจากการทำงานของเครื่องจักร เนื่องจากการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นผลมาจากความสุขและความรักในการที่จะกระทำต่อสิ่งนั้น โดยขณะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งสมองของคนเราจะมีการส่งคลื่นสมองที่แตกต่างกันตาม อารมณ์ ความรู้สึก ความทุกข์ ความสุขของเรา แนวคิดนีโอฮิวแมนนีสจึงให้ความสนใจและให้ความ สำคัญ กับคลื่นสมอง โดยคลื่นเดลต้าหรือเธต้าเป็นช่วงคลื่นสมองต่ำจะมีประโยชน์ต่อคนเรา เพราะสมองจะ ส่งคลื่นที่มีพลังสูง กว้างลึก ช้า สงบ ออกมา ส่งผลให้สมองซีกซ้าย และ ซีกขวาทำงานอย่างสมดุล ร่างกายและจิตใจจะมีการผ่อนคลายสูง ไม่มีความวิตกกังวลหรือความ เครียด ระบบการทำ งานของอวัยวะภายในของ ร่างกายทำงานได้ดีที่สุด   การกระทำภารกิจของคนเราก็จะมีประสิทธิภาพสูงสุด ความจำความคิด สร้างสรรค์ และความคิดด้านบวกจะสูงขึ้น

ทั้งนี้ หากเข้าสู่สภาวะเดลต้าหรือเธต้า หรือคลื่นสมองต่ำอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เราเข้าสู่สภาวะเดลต้าหรือคลื่นสมองต่ำได้ง่ายขึ้นหรือเคยชินมากขึ้น

การผ่อนคลาย (Relaxed) ที่จะทำให้เราสามารถเข้าสู่สภาวะเดลต้าหรือ เธต้าคลื่นสมองต่ำได้ง่ายๆ ประกอบด้วย

1) เสียงเพลงที่มีคลื่นสมองต่ำ เพื่อสร้างบรรยากาศและปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามเสียงเพลง
2) หลับตา
3) การหายใจลึก ๆ ช้า ๆ ให้เต็มปอด
4) การสั่งให้ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลาย และ
5) การอยู่ใกล้กับธรรมชาติหรือการจินตนาการถึงธรรมชาติ

ดังนั้นเราสามารถนำแนวคิดนีโอฮิวแมนนิสเกี่ยวกับการมีคลื่นสมองต่ำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยปัจจัยที่ผลต่อคลื่นสมองต่ำของคนเรา คือ การนั่งสมาธิ การทำโยคะ  อาหารรส  เสียงเพลง คำพูดและคนรอบข้าง ล้วนมีผลต่อคลื่นสมองและจิตใจ

จากพื้นฐานความเชื่อบนแนวคิดนีโอฮิวแมนนิส เป็นการนำประโยชน์ของสิ่งที่มีอยู่ภาย ในตนของเรามาเป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิต ประจำวันให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่วนของสมองของเราที่จะมีการส่งคลื่นสมองออกมาขณะที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามอารมณ์ ความรู้ สึก ความทุกข์ และความสุขของเรา มากำหนดตัวเราเองหรือควบคุมตัวเราเอง ถือเป็นแนวคิดที่ถูกต้องตามสำนวนไทยที่กล่าวว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”สมองหรือจิตเป็นตัวกำหนดหรือควบคุมการแสดงออกของอารมณ์และร่างกาย เช่นเมื่อใดที่เรามีอารม ณ์โกรธ มักจะแสดงออกมาทางสีหน้า ท่า ทาง อันเป็นผลมาจากการตอบสนองที่จิต ใจและสั่งการสมองให้ออกแสดงพฤติกรรมออกมา

การทำให้คลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ จะทำให้เรารับรู้ตัวตนของเรา ให้มีสติอยู่ตลอด เวลา และมีความผ่อนคลายจากสภาวะแวดล้อมอันเกิดจากการดำรงชีวิตประจำวันของตัวเรา

ประโยชน์จากการมีคลื่นสมองต่ำอยู่เสมอ จะทำให้ตัวเราสามารถผ่อนคลาย จิตใจและ ร่างกายอันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและการดำรงอยู่ของชีวิต การฝึกจิตให้มีสมาธิจนเกิดจากคลื่นสมองต่ำ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด  ที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหา และชนะอุปสรรคในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของบุคคล เมื่อเราปฏิบัติบ่อย ๆ สม่ำเสมอ จะส่งผลต่อคลื่นสมองของตัวเราและส่งคลื่นสมองต่ำให้บุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง แฟน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน โดยช่วยให้บุคคลรอบข้างค่อย ๆ พัฒนาให้มีคลื่นสมองต่ำเช่นเดียวกับเรา จะทำให้บุคคลรอบข้างเหล่านั้นสามารถผ่อนคลายและหาความสุขในชีวิตประจำวันด้วยวิธีประหยัดง่ายๆที่สามารถทำได้เอง ซึ่งส่งผลยิ่งใหญ่ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ที่จะมีแต่ความสุข โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากตัวเราและคนรอบข้างที่ส่งผ่านความสุขและความดีต่อสังคม

จากตารางข้างต้นอธิบายให้เข้าใจได้ดังนี้

การผ่อนคลาย(Relaxation) ใช้คลื่นสมองที่ความถี่ 5-7Hz ซึ่งการผ่อนคลายก็มีหลายระดับ

การทำสมาธิ(Meditation) ใช้คลื่นสมองที่ความถี่ 4-7Hz การทำสมาธิก็มีหลายระดับ

เริ่มง่วง/ชวนให้ง่วง(Induce sleep) เริ่มต้นที่คลื่นสมองที่ความถี่ 4-6Hz แล้วค่อยลดลงมาที่3.5Hz จนกระทั่งหลับไปในที่สุดที่ความถี่คลื่นสมอง 1.5-2Hz

การจินตนาการหรือการมองเห็นภาพพจน์ การคิดออก การนึกขึ้นได้ (Visualization) ใช้คลื่นสมองที่ความถี่ 6Hz แล้วค่อยๆสูงขึ้นจนถึง10Hzก็จะได้ผลดี

การลดความตึงเครียด(Stress Relief)ใช้คลื่นสมองได้ทุกความถี่ต้งแต่11Hzลงมา

การบังคับจิตหรือการสะกดจิตด้วยตนเอง(Self Hypnosis) ใช้คลื่นสมองที่ความถี่ 8-10Hz ขณะฟังเทปที่ใช้ฝึก หรือ ฟังการแนะนำการทำสมาธิ

สุดยอดการเรียน(Super learning) ใช้คลื่นสมองที่ความถี่ 7Hz-9Hz ขณะฟังเทปการสอนภาษา เพื่อเพื่มความรู้ความเข้าใจมากขึ้น

สัญชาตญาณ/สามัญสำนึกที่ดีขึ้น(Improve ESP/Intuition) ใช้คลื่นสมองที่ความถี่ 4Hz-7Hz(ความถี่เธต้า)

การเข้าถึงจิตขั้นที่สูงกว่า(Reach Higher State of Conscious) ก็คลื่นเธต้าอีกนั่นแหละ ปฏิบัติวันละครึ่งชั่วโมง

ทำความสดชื่นอย่างเร็วเพื่อใช้ตลอดวันตั้งแต่เช้าจรดค่า(Quick refresher on long days) ใช้ความถีแอลฟ่าค่อนทางต่ำ 8Hz -10Hz เพียงแค่ประมาณ 15นาที ก็ได้ผล

จะเห็นได้จากตารางข้างต้น ว่าการนอนหลับลึก  (Deep Sleep)คลื่นสมองเป็นคลื่น เดลต้า  ส่วนการทำสมาธิ  (Meditation)  คลื่นสมองเป็นคลื่นเธต้า ที่จริงแล้ว  การนอนหลับก็มีหลายระดับ  เช่น  การนอนหลับ ขั้นตอนที่ 1,การนอนหลับ ขั้นตอนที่ 2,การนอนหลับ ขั้นตอนที่ 3  (Delta Sleep)และ ขั้นตอนที่ 4 หรือหลับลึก (Deep Sleep)

ส่วนการทำสมาธิ ก็มีหลายระดับ  เช่น ขณิกสมาธิ  อุปจารสมาธิ  และอัปนาสมาธิ(ตามตารางข้างต้น  ไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่าเป็นสมาธิในระดับใด แต่ระบุบนอนหลับ เป็นการนอนหลับลึก)จึงเพียงให้ทราบข้อมูลตามตารางในเบื้องต้นก่อนเท่านั้น

ที่มาข้อมูล :  เว็บไซต์ศูนย์พัฒนาพลังชีวิต  http://www.powerlifecenter.com/
เรื่อง ศิลปะการบำบัดชั้นสูงจากยุคโบราณ

Binaural Beats

August 17, 2007

Experimenting with Binaural Beats / Does It Work?

"Binaural beats or binaural tones are auditory processing artifacts, that is apparent sounds, the perception of which arises in the brain independent of physical stimuli. This effect was discovered in 1839 by Heinrich Wilhelm Dove.

In nature, two sounds that are similar but slightly shifted in frequency will beat to produce two new frequencies which are the sum and the difference of the original two

sounds. For example, a 400 Hz tone and a 410 Hz tone will form a ~405 Hz tone pulsating 10 times per second.


The brain produces a similar phenomenon internally, resulting in low-frequency pulsations in the

loudness of a perceived sound when two tones at slightly different frequencies are presented separately, one to each of a subject's ears, using stereo headphones. A beating tone will be perceived, as if the two tones mixed naturally, out of the brain. The frequency of the tones must be below about 1,000 to 1,500 hertz for the beating to be heard. The difference between the two frequencies must be small (below about 30 Hz) for the effect to occur; otherwise the two tones will be heard separately and no beat will be perceived.

Interest in binaural beats can be classified into two categories. First, they are of interest to neurophysiologists investigating the sense of hearing. Second, some protoscientists believe that binaural beats may influence the brain in more subtle ways through the entrainment of brainwaves and can be used to produce relaxation and other health benefits." – Wiki

Links: Binaural Beat Brain Wave Experimenter's Lab
Binaural Beats via Wiki

"Sound therapy is used in hospitals, schools, corporate offices, and psychological treatment programs as an effective treatment to reduce stress, lower blood pressure, alleviate pain, overcome learning disabilities, improve movement and balance, and promote endurance and strength"

Source: http://www.online-ambulance.com.


“ดนตรี บำบัด” (Music Therapy)

บางคนอาจเรียกว่า "“สังคีตบำบัด"  เป็นการใช้เสียงดนตรี ซึ่งนับว่าดนตรีเป็นภาษาสากลมาบำบัด หรือฟื้นฟูสุขภาพ ทั้งร่างกาย และจิตใจในเวลาเดียวกัน โดยอาจอยู่ในรูปการฟังดนตรีหรือเล่นดนตรีก็ได้ เรื่องของดนตรีบำบัดมีการใช้กันมาหลายพันปีแล้ว เริ่มจากชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกได้ใช้ดนตรีในการเต้นรำ ประกอบพิธีกรรม รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยารักษาโรค สำหรับหลักฐานทางการแพทย์เริ่มมีบันทึกมาตั้งแต่ ค.ศ 1960 แพทย์ชาวดัทช์ท่านหนึ่ง ได้พบว่าเสียงดนตรีช่วยบำบัดในระหว่างการคลอด หรือกรณีมีอาการเจ็บปวดมาก ดนตรีคลาสสิก จะนำมาใช้แทนยากล่อมประสาทหรือยาลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การทหาร ในสหรัฐอเมริกาก็นำมาใช้บำบัดทางจิตเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของ ร่างกายและจิตใจ ต่อมาในช่วงต้นปีค.ศ 1970 นักประพันธ์เพลงชื่อสตีเวฟ ฮัลเพิร์น ได้เริ่มต้นทำดนตรีแนวใหม่ ในลักษณะของ “New Age Music” มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกผ่อนคลายสร้างสมดุลของร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เข้าด้วยกัน ดนตรีสไตล์นี้จะไม่มีท่วงทำนอง ลีลา หรือจังหวะชัดเจนที่จะทำให้จดจำได้ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผ่อนคลาย นั่งสมาธิ เล่นโยคะ หรือขณะนวด

จนกระทั่งปีค.ศ 2000 มีการบำบัดโดยนักดนตรีบำบัดที่เรียกว่า “Music Therapist” ซึ่งต้องผ่านการอบรมอย่างจริงจัง อย่างในสหรัฐฯมีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยกว่า 50 แห่งที่เปิดสอนวิชา Music Therapy ซึ่งต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปีจบแล้วจะได้รับ Certification Board for Music Therapists

สำหรับในบ้านเรา นักดนตรีบำบัดจะต้องผ่านการเรียน ดนตรีหรือประกาศนียบัตรรับรองจากโรงเรียนสอนดนตรีอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจะมีการสอนกันตั้งแต่การฟังดนตรีประเภทต่างๆ จิตวิทยาการสื่อสาร ความผิดปกติของร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ เมืองไทย มีการใช้ทฤษฎีนี้ มาหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่นำไปบำบัดผู้ติดยาเสพติด พัฒนาด้านสมองและพฤติกรรมอย่างเด็กที่เป็นออทิสติก พัฒนาการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ผู้ป่วยทางจิต ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ นักโทษในเรือนจำหรือผู้ที่อยู่ในภาวะเครียด

หลัง จากที่เริ่มใช้เสียงดนตรีเข้าไปมีส่วนในการรักษา ปัญหาที่มีอยู่เดิมของโรค นั้นๆ แล้ว ปัจจุบันยังเริ่มนำมาใช้ในเชิงป้องกัน เพื่อส่งเสริมสุขภาพอย่างการออกกำลังกาย การผ่อนคลายความเครียดในสถานบริการต่างๆ เช่นโรงพยาบาลศิริราช สถานพักฟื้นคนพิการสวางคนิวาส บางปู สมุทรปราการ ของสภากาชาดไทย และตามโรงพยาบาลอีกหลายแห่ง


มายด์แมชีนสัญชาติไทย


TAS มาจากคำว่า Thailand Audio System ผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นสูงระดับ High-Endของไทย ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อน เป็นที่ยอมรับในหมู่นักฟังระดับหูทองทั้งไทยและเทศ ตั้งแต่ระดับเอเชีย อเมริกา ออสเตรเลียนิวซีแลนด์ ไปจนถึงยุโรป เมื่อกว่า20ปีที่ผ่านมา ส่วน DAVID ย่อมาจาก Digital Audio Visual Integration Device หมายถึงการรวมอุปกรณ์ดิจิตอลด้านภาพและเสียงเข้าด้วยกัน สามารถใช้ได้ทั้งไฟบ้าน หรือ ถ่านขนาดAA(2A)4ก้อน

DAVID System one Mine Machine ของ Tas (Thai Audio System) โดยคนไทยได้ถูกสร้างขึ้นโดย อาศัยหลักและผลการวิจัยทางวิชาการ จากต่างประเทศซึ่งประกอบด้วย Audio pulse Decoder เป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ที่ใช้ Audio strobe Technology หูฟังสเตอริโอ แผ่นDVD บรรจุโปรแกรมพิเศษ สร้างคลื่นสมองและ ไบนัวร่อนบีท (Brain waves and Binuaral Beat Frequency) ผสมกับเสียงธรรมชาติและดนตรีเพื่อการผ่อนคลาย หรือใช้คลายเครียดที่เรียกว่า Mind Natural Music ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้ซอฟท์ แวร์ระดับโลกจากอเมริกา และแว่นตาที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สมอง(Brain Booster-Photo strobic Goggles) โดยนำไปใช้ร่วมกับเครื่องเล่น ดีวีดีเอ็มพีสาม   หรือคอมพิวเตอร์(ใช้ได้ทั้ง PC หรือโน๊ตบุ๊ค) หรือเครื่องเล่น MP3/MP4ก็ได้

การใช้งานที่แสนง่ายแสนง่ายดาย ไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้การใช้งานยาวนานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน แต่อย่างใด(ดูการต่อใช้งานในบทความนี้)

TAS DAVID MIND MACHINE ประกอบด้วยอุปกรณ์มีดังนี้

1.ตัวเครื่อง Tas DAVID MIND MACHINE

2.หูฟังสเตอริโอเสียงดี 1ชุด

3.แว่นตาที่ออกแบบพิเศษมีหลอดไฟ LED เรียกว่า Mind Strobic Goggles  หรือ Brain Booster Photo Strobic Goggles 1ชุดพร้อมสายและขั้วต่อ

4.หม้อแปลงอแดปเตอร์ ดีซี 6โวลท์ 300 มิลลิแอมป์ชนิดแกนในแจ๊คเป็นขั้วบวก

5.แผ่น DVD บันทึกคลื่นความถี่คลื่นสมอง Brainwaves- Binaural Beat ความ ถี่ต่างๆทุกความถี่ตั้งแต่ความถี่ เดลต้าเธต้า  แอลฟ่า และเบ้ต้า พร้อมทั้งบันทึกเสียงเพลงเพราะๆ เน้นคุณภาพเสียงอยู่ในระดับออดิโอฟาล์ย สำหรับผู้ที่ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด DVD ที่ให้มานี้เป็นการบันทึกมาในฟอร์แมท MP3 จึงต้องฟังผ่านเครื่องเล่นMP3 หรือ MP4 โดยจะต้องก็อปปี้ข้อมูลไปไว้ในเครื่องเล่นMP3/MP4เสียก่อน  ในแผ่นDVD นี้จะมีคู่มือ(อธิบายข้อมูลละเอียดยิบยังกะทำวิทยานิพนธ์)เป็นไฟล์PDF บันทึกมาในแผ่นDVDเดียวกันนี้

รวมทั้งสิ้นในกล่องมี 5รายการ



ข้อมูลMP3ในแผ่น DVD ของ TAS DAVID MIND MACHINE ที่ให้มามีอะไรบ้าง?

MP3 SELF  HYPNOSIS RELAXATION AND MEDITATION-NATURAL SOUND THERAPY


ตรวจเช็คระบบSystem Checkup

แทรคที่1. เช็คเสียงจากหูฟัง ซ้าย/ขวา

แทรคที่2. เช็คเสียงหูฟังด้านซ้าย12นาที

แทรคที่3. เช็คเสียงหูฟังด้านขวา 12นาที

แทรคที่4. เช็คหลอด LED แว่นตากระพริบ12นาที

แทรคที่5. เช็คความสว่างของหลอด LED (brightness 100% zero level)  12นาที

แทรคที่6. สำหรับทำจิตใจให้สดชื่นกระปรี้ กระเปร่า1 (Quick Mental Refresher1) คลื่น Beat  Frequency 9Hz(แอลฟ่า) 40นาที

แทรคที่7. สำหรับทำจิตใจให้สดชื่นกระปรี้ กระเปร่า2 (Quick Mental Refresher2) คลื่น Beat  Frequency 17Hz(เบต้า) 10:09นาที

แทรคที่8. สำหรับพักผ่อน/ผ่อนคลาย/คลายเครียดทั่วไป(General Relaxation)คลื่นBeat  Frequency 3Hz(เดลต้า)และ,15Hz(เบต้า) 10:05นาที

แทรคที่9. สำหรับผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดของสมอง เป็นการกระตุ้นหรือเหนี่ยวนำสมองทั้ง2ซีก (Dual Induction) คลื่น Beat  Frequency 2Hz(เดลต้า)และ12Hz(แอลฟ่า) 14:56นาที

 
(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

คลิกที่ปุ่มควบคุมทางขวามือ เพื่อทดลองฟัง ตัวอย่างแทรคที่9 

ต้องฟังโดยใช้หูฟังเท่านั้นห้ามฟังผ่านลำโพงเพราะจะไม่ได้ผล และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ร่วมกับเครื่อง Tas DAVID Mind Machine ซึ่งมีแว่นตาPhotostrobic ที่ออกแบบพิเศษมีหลอดไฟLED กระพริบตามความถี่คลื่นสมอง โดยขณะใช้ให้หลับตาและสวมแว่นดังกล่าว หายใจเข้า-ออก ช้าๆ ลึกๆ ยาวๆ แล้วท่านจะรูสึกผ่อนคลายความตึงเครียดของสมอง

 


เพื่อการผ่อนคลาย(Relaxation)

แทรคที่10.ลึกลงๆ(Deeper and Deeper คลื่น Beat  Frequency 2Hz(เดลต้า)และ12Hz(แอลฟ่า)  15:00นาที แทรคนี้ใช้สำหรับผ่อนคลาย คลายเครียด(Relaxation)

 
(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

คลิกที่ปุ่มควบคุมทางขวามือ เพื่อทดลองฟัง ตัวอย่างแทรคที่10

ต้องฟังโดยใช้หูฟังเท่านั้นห้ามฟังผ่านลำโพงเพราะจะไม่ได้ผล และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ร่วมกับเครื่อง Tas DAVID Mind Machine ซึ่งมีแว่นตาPhotostrobic ที่ออกแบบพิเศษมีหลอดไฟLED กระพริบตามความถี่คลื่นสมอง โดยขณะใช้ให้หลับตาและสวมแว่นดังกล่าว หายใจเข้า-ออก ช้าๆ ลึกๆ ยาวๆ แล้วท่านจะรู้สึกผ่อนคลายความตึงเครียดของสมอง

 

แทรคที่11.ค่อยๆช้าลง (Slow Down) คลื่น Beat  Frequency 2Hz(เดลต้า)และ16Hz (เบต้า) 19:49นาที

แทรคที่12.พักก่อน(Quick Break)คลื่น Beat  Frequency 5Hz(เธต้า)และ20Hz(เบต้า) 7:00นาที

แทรคที่13.ดนตรีกับระฆัง(Music and Bell)คลื่น Beat  Frequency 4Hz (เธต้า)และ13Hz(แอลฟ่า) 13:29นาที

แทรคที่14 จิตสงบ(Quiet Mind)คลื่น Beat  Frequency 6Hz(เธต้า)7:00 นาที


เพื่อการทำสมาธิ ภาวนา(Meditation)

แทรคที่15 เตรียมความพร้อมอย่างรวดเร็ว(Quick Preparation) 12:00นาที

แทรคที่16. ดำดิ่งจากภาย ใน(Internal Diving) Beat  Frequency 2Hz(เดลต้า)และ12Hz(แอลฟ่า) 30:00นาที)

แทรคที่17. เสริมพลังสมอง Brain Entrainment คลื่นBeat  Frequency 4Hz(เธต้า) 20:00นาที


เพื่อการนอนหลับ(Sleep)

แทรคที่18. หลับสนิท(หลับลึก)Deep Sleep) คลื่น Bilateral Frequency 4Hz (เธต้า),2Hz(เดลต้า),5Hz(เธต้า) 32:27นาที

แทรคที่19. ของีบสั้นๆสักงีบ(Short Nap) คลื่นBeat  Frequency 18Hz(เบต้า), 5Hz(เธต้า), 2Hz(เดลต้า), 14Hz(แอฟ่า) 15:02นาที

แทรคที่20. เพื่อการกระฉับกระเฉง Dive Quickly and Deeplyคลื่นBeat  Frequency 15Hz(เบต้า), 5Hz (เธต้า), 4Hz(เดลต้า), 2Hz(เดลต้า) 10:00นาที


เพื่อการ รังสรร กิจกรรม ลดความวิตก กังวล สุขภาพดี ลดการเจ็บป่วย ช่วยในการเรียน ความจำดีขึ้น(Creativity/Anxiety/Health/Learning

แทรคที่21 สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน(Enhance Learning)คลื่น Beat Frequency 6Hz(เธต้า)19:22นาที

แทรคที่22. สำหรับการจินตนาการ การเห็นภาพพจน์/นึกขึ้นได้/คิดออก(Visualization) คลื่นBeatFre quency 10Hz(แอลฟ่า) 18:42นาที

แทรคที่23. สำหรับอารมณ์สงบ/จิตใจเยือกเย็น(Calm  Down) คลื่นBeat  Frequency 9Hz(แอลฟ่า), 6Hz(เธต้า), 12Hz(แอลฟ่า), 14:50นาที

แทรคที่24 สำหรับบรรเทาความตึงเครียด(Stress Relief) คลื่นBeat  Frequency 9Hz(แอลฟ่า 18:46นาที

 
วิดีโอ  การทำสมาธิ ด้วยการทำให้สมองคล้อยตามสอดสัมพันธ์กับคลื่นไบนัวร่อนบีท ความถี่เดลต้า/เธต้า/แกมม่า มีผลทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดร์ฟิน ช่วยให้ลดการปวดศีรษะ 

Endorphin Release/Headache Relief - Delta/Theta/Gamma Meditation Binaural Beat BrainSync

(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=VTdjI9Mvjto&feature=fvwrel

ต้อง ฟังโดยใช้หูฟังเท่านั้นห้ามฟังผ่านลำโพงเพราะจะไม่ได้ผล และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ร่วมกับเครื่อง Tas DAVID Mind Machine ซึ่งมีแว่นตาPhotostrobic ที่ออกแบบพิเศษมีหลอดไฟLED กระพริบตามความถี่คลื่นสมอง

 


เพื่อพลังสมอง/พลังจิต(Mind Energy/Brain Power)

แทรคที่25 สำหรับเพิ่มพลังงาน(Energy Booster)คลื่น Beat Frequency 20Hz (เบต้า), 16Hz(เบต้า), 8Hz(แอลฟ่า), 12Hz(แอลฟ่า) 30Hz(แอลฟ่า12Hz(เบต้า), 6:54นาที

แทรคที่26 สำหรับทำให้สมองสดชื่น(Brain Refresh)คลื่น Beat Frequency 12Hz (แอลฟ่า)6:54นาที

แทรคที่27. สติ/รู้สึกตัวสูงสุด(Peak Awareness) คลื่น Beat Frequency 15Hz(เบต้า)10:00นาที

แทรคที่28 ตื่นตัว(Wide Awake) คลื่น Beat  Frequency 15Hz(เบต้า) 18:56นาที

แทรคที่29 สิ่งเร้า/จิตใจ(Mention Stimulation)คลื่น Beat Frequency13Hz (เบต้า),24:31นาที

 

วิดีโอ การลดความตึงเครียดทันทีด้วย คลื่นสมองความถี แอลฟ่า

Instant Stress Relief - Alpha Brain Waves

(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=II3RqWCN--4&feature=fvwrel

ต้อง ฟังโดยใช้หูฟังเท่านั้นห้ามฟังผ่านลำโพงเพราะจะไม่ได้ผล และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ร่วมกับเครื่อง Tas DAVID Mind Machine ซึ่งมีแว่นตาPhotostrobic ที่ออกแบบพิเศษมีหลอดไฟLED กระพริบตามความถี่คลื่นสมอง

 


โปรดศึกษาการใช้งานโดยละเอียดในคู่มือซึ่งเป็นไฟล์  PDF อยู่ในแผ่นDVDที่ให้มากับตัวเครื่อง

การใช้งาน Tas DAVID Mind Machine เบื้องต้น

ให้เสียบสายแว่นตา เสียบหม้อแปลง แจ๊คเครื่องเล่น MP3 และแจ๊ค หูฟัง เข้ากับเครื่อง มายด์แมชีน ตามภาพด้านบนให้เรียบร้อย

ให้ก็อปปี้ไฟล์เสียงคลื่นสมองทุกแทรคจากแผ่น DVD ไปไว้ในเครื่องเล่น MP3/MP4 แท็บเล็ท โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่ท่านจะใช้ร่วมกับ มายด์แมชีน  และต้องเป็นระบบเสียงสเตอริโอเท่านั้น จากนั้นเปิดสวิทช์ ให้ มายด์แมชีนทำงาน กดปุ่มเล่น(Play) ที่เครื่องเล่น MP3/MP4หรือคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ท่านใช้ดังกล่าว เลือกฟังแทรคเสียงที่ต้องการผ่านเครื่อง Tas “DAVID” MIND MACHINE ไปสู่หูฟัง ปรับความดังที่เครื่องเล่นที่ท่านใช้ ให้ความดังพอเหมาะแล้วปรับปุ่ม STROBE SENSITIVITY CONTROL ที่เครื่องมายด์แมชีน ปุ่มนี้ทำหน้าที่ควบคุมความไวและความสว่างของหลอดLED ที่ติดอยู่กับแว่นตา โดยขณะปรับให้สังเกตุหลอดไฟ LED ให้กระพริบสัมพันธ์กับคลื่นความถี่เสียงที่ ได้ยิน เป็นอันใช้ได้

ข้อควรระวังในการใช้แว่นตาต้องหลับตาเสมอให้แสงกระพริบวอมแวมจากหลอดLEDทะลุหนังตาเข้าไป(ห้ามมองแสงสว่างโดยตรงจากLEDด้วยตาเปล่า จะทำให้แสบตา และเป็นอันตรายต่อสายตา)

การใช้งานง่ายมากไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ทำตัวให้พร้อมและสร้างบรรยากาศเพื่อการผ่อนคลาย โดยอาบน้ำอาบท่าให้เย็นสบาย ทานอาหารให้อิ่มเรียบร้อย เพราะถ้าหิวจะไม่มีสมาธิแน่นอน สวมเสื้อผ้าหลวมๆ นั่งเอนหลังหรือนอนบนโซฟาในอิริยาบท ท่าทางที่สบายๆ หรี่ไฟ(ถ้ามี)สลัวๆ(เพื่อสร้างบรรยากาศในการผ่อนคลาย) เปิดแอร์ปรับอุณหภูมิให้เย็นพอ เหมาะ(ถ้ามี) สวมหูฟังทั้ง2ข้าง

ย้ำให้ฟังจากหูฟังเท่านั้นจึงจะได้ผล(ถ้าฟังจากลำโพงจะไม่ได้ผล  ทำไม?ให้เปิดไปอ่านในบท ถาม-ตอบ ในท้ายบทความในเว็บนี้)  

แล้วเปิดเสียงความถี่คลื่นสมองเพื่อการผ่อนคลาย  เบาๆ จากโปรแกรมต่างๆที่ตระเราได้เตรียมไว้ให้ในแผ่นDVD ซึ่งมีเสียงความถี่สมองให้เลือกตามต้องการ เป็นเสียงความถี่คลื่นสมอง ผสมกับเสียงธรรมชาติผสมกับเสียงเพลงเพราะๆที่เราได้เตรียมไว้ให้เป็นชุดๆสุ้มเสียงบันทึกมาให้ฟังก็เน้นคุณภาพเสียงในระดับเซียนหูทองฟังกันเลยทีเดียวเรียกว่าระดับออดิ โอฟาล์ย สำหรับผู้ที่พิถีพิถันในเรื่องเสียงดีที่สุด(ก็คนออกแบบคืออาจารย์อัมพร ที่ชำนาญคร่ำหวอดในวงการเครื่องเสียงระดับสุดขีดไฮเอ็นด์มาว่าค่อนชีวิต)

จากนั้นให้หลับตาพริ้มแล้วสวมแว่นเพิ่มประสิทธิภาพให้สมอง ขณะใช้งานให้ ค่อยๆหลับตาลงธรรมดา (เรียกว่าหลับตาพริ้ม ไม่ต้องเน้นแบบหลับตาปี๋แบบเอาเป็นเอาตาย)ให้แสงกระ พริบจากแว่นตาส่องทะลุ วอมแวม ผ่านหนังตา

เริ่มต้นให้ท่านสังเกตุว่าท่านมีความกังวล หรือความคิดอะไร วนเวียนหมกมุ่น คั่งค้างในสมอง ที่กำลังรบกวนท่านหรือเปล่า สิ่งสำคัญท่านต้องหยุดความคิดที่วนเวียนนั้นให้ได้ เพราะความคิดนี้คืออุปสรรคอันดับแรกที่ทำให้ท่านนอนไม่หลับ เพราะเมื่อใดที่ท่านมีความคิดว้าวุ่นอยู่ในสมอง คลื่นสมองจะวิ่งเร็วมากในความถี่เบต้าซึ่งมีความถี่ ประมาณ14-20รอบ(เฮิร์ทซ)ต่อวินาที  ถ้าคลื่นสมองวิ่งเร็วในระดับนี้ ท่านจะไม่มีทางนอนหลับได้เลย จนกว่าคลื่นสมองจะมีความถี่ช้าลงประมาณต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง คือต่ำกว่า 10 เฮิร์ทซ ต่อวินาที ในระดับความถี่ แอลฟ่า เป็นช่วงที่จิตเริ่มสงบผ่อนคลาย และลดลงเรื่อยๆเข้าสู่ระดับ ความถี่ เธต้า เป็นภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น  และ หลับลึกหลับ สนิทในระดับความถี่เดลต้า ประมาณ 3เฮิร์ทซ 

ดังนั้นเบื้องต้น เพื่อลดการรบกวนความคิดฟุ้งซ่านในสมอง ท่านต้องกำหนดจิตใจให้สงบ(Focus) อยู่ที่แสงกระพริบตามจังหวะเสียงความคลื่นสมองที่ได้ยิน หรือจะทำสมาธิ(Meditation) โดยปรับจูนจิตใจให้มีสมาธิ บังคับจิตใจจดจ่อ ตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าและออก โดยหายใจลึกๆ ช้าๆ ควบคู่ไปด้วย เพราะคนเราหายใจเข้า ออกตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อเรากำหนดสมาธิได้แล้ว ความคิดทั้งหลายจะไม่สามารถรบกวนจิตใจได้เลย การสร้างสมาธิจากการกำหนดลมหายใจเข้าออก โดยหายใจเข้าสบาย หายใจออกผ่อนคลาย ให้มีสติรับรู้การหายใจเข้าออกอย่างผ่อนคลาย ให้เราลองจินตนาการว่าถ้าหายใจเข้าจะมีคลื่นพลังงานสีขาว ที่ประกอบด้วยออกซิเจน เข้าไปทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส และเมื่อหายใจออกจะนำเอาคลื่นพลังงานสีดำซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซน์ นำเอาความเครียด ความกดดันต่างๆ ความทุกข์ความไม่สบายออกมา ดังนั้นเมื่อหายใจเข้าจะรู้สึกสบาย เอาสิ่งดีๆเข้าสู่ร่างกาย   หายใจออก นำสิ่งไม่ดีออกนอกร่างกาย ระลึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆขณะหายใจเข้าออกช้าๆลึกๆ 

ตอนนี้เมื่อกำหนดสมาธิตามลมหายใจเข้าออกได้แล้ว เราจะรู้สึกนิ่ง สงบ เป็นจุดที่ทำให้จิตเชื่อมโยงกับสมอง สมองเชื่อมโยงกับร่างกาย ก่อนที่เราจะเข้าสู่ภาวะนอนหลับได้ จิตต้องสั่งให้สมองปรับคลื่นสมองให้ช้าลง ทำให้ร่างกายทุกส่วนผ่อนคลาย และเข้าสู่ภาวะนอนหลับ 

เมื่อท่านฟังแทรกเสียงตามต้องการให้ท่านลองจินตนาการตามแสงกระพริบทางแว่นตาและเสียงที่ท่านได้ยินทางหูฟัง  เช่นถ้าได้ยินเสียงน้ำไหล นกร้อง ก็ให้ลองจินตนาการว่าท่านได้เดินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อาจเป็นป่าชุ่มชื้นเขียวขจี หรือท่ามกลางสายลมเย็นสบาย แสงแดดท้องฟ้าปรอดโปร่ง เมฆสวย มีผีเสื้อมากมาย บินฉวัดเฉวียนตอมดอกไม้หลากสีสัน จากดอกโน้น ไปดอกนี้ มีเสียงนกนาๆชนิดร้องเซ็งแซ่ หรือมองเห็นสายน้ำตก หรือลำธาร ใสสะอาดบริสุทธิ์ มีฝูงปลาน้อยใหญ่ แหวกว่ายอย่างมีความสุข หรือมองเห็นสายหมอกลอยอ้อยอิ่งพาดผ่านยอดขุนเขา อะไรทำนองนี้ เพราะการจินตนาการจะช่วยให้เราผ่อนคลาย เป็นปัจจัยให้นอนหลับ ไม่นานนักท่านก็จะหลับผลอย...อย่างเป็นสุข เมื่อตื่นจะพบกับความสดชื่น กระปรี้ กระเปร่าอย่างคาดไม่ถึง

ถ้าจะเทียบกับอาหารเสริมต่างๆที่รับประทานเพื่อเสริมสุขภาพด้านร่างกายแล้ว มายด์แมชีนก็เปรียบเสมือนอาหารเสริมให้จิตใจนั่นเอง

โดยปกติแล้ว ถ้าต้องการพักผ่อนนอนหลับลึก หรือคลายเครียดตลอดจนการทำสมาธิ ก็ให้ใช้ความถี่เดลต้า เดลต้าจะหลับลึก  

แต่ถ้าต้องการแค่เคลิ้มหลับพักสมอง พักผ่อนคลายเครียดไปชั่วขณะหรือก่อนเข้านอน ก็ให้ใช้ความถี่เธต้า 

ถ้าต้องทำงานเกี่ยวกับความจำหรือไปเรียนหนังสือหนังหา อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ก็ให้ฟังความถี่แอลฟ่าควบคู่ไปด้วย

แต่ถ้าต้องการเพิ่มพละกำลังให้สมอง เรียกว่า “เบรนบูสเตอร์” หรือ เบรนเพาเวอร์ สุดแล้วแต่จะเรียก ก็ให้ใช้คลื่น ความถี่เบต้า

แต่ต้องระวังนะ คลื่นเบต้านี้จะทำให้สมองตื่นตัว จึงห้ามฟังก่อนนอนเพราะจะทำให้นอนไม่หลับ โดยปกติคลื่นเบต้าจะฟังตอนเช้าหรือตอนที่กำลังทำงาน หรือตอนพักกลางวัน หรือขณะที่เราทำงานใช้สมองครุ่นคิดแก้ปัญหาการงานต่างๆ ตลอดจนการเล่นกีฬา หรือกิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้สมอง


ถาม/ตอบ

ข้อสัยเกี่ยวกับ"แทส"เดวิด มายด์แมชีน

ฝีมือคนไทย

(เดวิด)คืออะไรทำไมจึงใช้ชื่อนี้

DAVID ย่อมาจาก Digital Audio Visual Integration Device

Digital ดิจิตอลคืออะไร?

ดิจิตอลเป็นการเข้าระหัสเลขฐานสองเก็บไว้ในรูปของประจุไฟฟ้า โดยให้ช่วงกระแสไฟฟ้าหนึ่งพัลส์(pulse) หรือเปิดสวิทซ์1ครั้งแทนเลข 1 ตัว หรือปิดสวิทซ์1ครั้งแทนเลข 0 1ตัว ระบบนี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพราะต้องเลือกระหว่าง “ใช่” กับ “ไม่ ใช่” ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน นับแต่นั้นมาระบบการทำงานด้วยการนับเลขฐานสอง ที่มีแต่ 0 กับ 1 จึงได้รับการเรียนขานว่า ระบบดิจิตอล ซึ่งหมายถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สัญลักษณ์ตัวเลขในการบันทึกหรือเก็บข้อมูล และให้เฉพาะสองสถานะนี้เท่านั้นที่มีความหมาย เครื่องคอมพิวเตอร์ดิจิตอลจึงได้รับการออกแบบให้ทำงานโดยรับข้อมูลเข้ามาในรูปแบบเลข 0 และ 1 การรวมกันของรหัสเลขฐานสอง 0 และ 1 ในลำดับที่ต่างกัน ได้กลายเป็นข้อมูลข่าวสารที่คอมพิวเตอร์ต้องการเพื่อประมวลผลตามกฎที่โปรแกรมเมอร์กำหนด แล้วส่งผลออกมาในรูปของจำนวนเลขฐานสิบ ตัวอักษร ภาพสีสันสวยงาม หรือแม้แต่เสียงต่างๆ


ถึงตรงนี้ ลองหันไปมองรอบตัวเราดูสิ ตัวเลข 0 และ 1 กำลังวนเวียนอยู่เต็มไปหมดใช่ไหม มันเป็นเสมือนตัวเลขพื้นฐานของคนยุคนี้ไปแล้ว ขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เราได้เห็นถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จทางเทคโนโลยีของเหล่ามวลมนุษยชาติที่ไร้ขีดจำกัดอีกด้วย

ระบบดิจิตอล กลายเป็นคำคุ้นหูของคนยุคนี้เสียแล้ว ในทุกขณะที่โลกกำลังหมุนไป ระบบดิจิตอลก็ได้แทรกซึมและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีมากมายในปัจจุบันต่างก็ได้พัฒนาและนำระบบดิจิตอลมาใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข กล้องถ่ายรูป โทรทัศน์ โทรศัพท์ นาฬิกา ฯลฯ เราจึงเริ่มคุ้นเคยและพูดถึงระบบการทำงานที่ว่านี้กันอยู่เสมอ

ที่มาข้อมูล:(องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ) http://www.nsm.or.th/index.php

DAVID (D=Digital  A=Audio แปลว่าเสียง  V=Visual แปลว่าการมองเห็น  I= Integration แปลว่าเป็นเอามารวมอยู่ด้วยกัน  D= Device แปลว่าเครื่องมือ) รวมกันทั้งหมดเป็น “DAVID” ซึ่งมาจากเครื่องมือที่อาศัยคอมพิวเตอร์โดย รวมเอาเสียงและการมองเห็นไว้ด้วยกัน ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องราวของนายเดวิดอะไรทั้งนั้น

ส่วน System One ก็คือเป็นระบบหรือรุ่นที่1  หรือรุ่นแรกที่ผลิตออกมา


แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน คืออะไร?

คืออุปกรณอิเล็คทรอนิคส์ชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นมา โดยอิงผลการศึกษาค้นคว้า วิจัยนับสิบๆปี เกี่ยวกับการใช้คลื่นแสงและเสียงที่มีผลต่อคลื่นสมอง(Audio Strobe, Audio Entrainment Technology) เพื่อใช้ในการเพื่มประสิทธิภาพให้สมอง ใช้ลดความตึงเครียด ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ ดังที่ได้อธิบายแล้วข้างต้น

แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน ทำงานอย่างไร?

“เดวิด”มายด์แมชีนเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อการบำบัดหรือผ่อนคลาย หรือคลายเครียดที่ใช้ เบรนเวฟเอ็นเทรนเม้นท์เทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างขึ้นมาโดยอาศัยผลการวิจัยจากอเมริกาที่ผ่านการยอมรับทั่วโลก   ทำงานโดยขบวนการสร้างคลื่นสมองทั้งเสียงและแสงกระตุ้นหรือเร้าให้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาทำงานสัมพันธ์กัน และตอบสนองต่อการกระตู้นหรือการเร้าในสภาภาวะภายใต้การควบคุม โดยใช้ซอฟท์แวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะจากจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและใช้กันทั่วโลก ทำงานร่วมกับอุปกรณอีเล็คโทรนิคที่จะถอดรหัสคลื่นเสียง Brainwaves frequency Decoder เป็นแสงกระพริบสัมพันธ์กับความถี่คลื่นสมองผ่านแว่นตา Brain Booster Photostrobic ที่ใช้เทคโนโลยี Audio Strobe เพื่อทำให้สมองเกิดการผ่อนคลาย คลายเครียด และยังเสริมสร้างประสิทธิภาพของสมองสูงขึ้น ช่วยให้ความจำและการเรียนรู้ดีขึ้น ตลอดจนนำไปใช้บำบัดกับผู้ป่วยทางจิต หรือติดสารเสพติด หรือลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช้น กินจุกกินจิกอันเป็นสาเหตุโรคอ้วนเป็นต้น สามารถนำไปใช้บำบัดโรคบางชนิดโดยไม่ต้องใช้ยา เป็นการบำบัดด้วยวิธิการทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย โดยวิธีสัมผัสใกล้ชิดเข้าถึงธรรมชาติ โดยไม่เป็นอันตรายใดๆ ไม่เกิดการสะสมของสารพิษในร่างการอย่างที่เกิดกับอาหาร และยาบางชนิด


เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผลิตในเมืองไทยที่ค่อนข้างล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยีเหล่านี้ ยังไม่มีการรับรองจากหน่วยงานใดว่าได้ผล แล้วจะเชื่อ ถือได้อย่างไรว่าใช้ได้ผลจริง?

“เดวิด”มายด์แมชีน เป็นสินค้าของไทยก็จริง แต่ถูกสร้างและทดสอบขึ้นมาบนพื้นฐานการศึกษาค้นคว้าโดยอาศัยผลการวิจัยมานานนับสิบปีในต่างประเทศ ใช้เทคนิค อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน และวิธีการ  ตลอดจนใช้เทคโนโลยีเดียวกัน กับที่ใช้ในยี่ห้อดังๆจากอเมริกา จึงไม่น่าห่วงเรื่องคุณภาพ และมีราคาค่าตัวที่ถูกกว่าของต่างประเทศเป็นเท่าตัว

ประกอบกับผู้ออกแบบผลิตเป็นผู้มีความรู้ ที่เคยศึกษาวิชาจิตวิทยาในระดับปริญญาโท เป็นอาจารย์บรรยายด้าน อิเลคโทรเอคูสติค และ ออดิโอเทคโนโลยีในระดับปริญญาตรีและโทหลายมหาวิทยาลัย เคยผ่านการอบรมสัมนาด้านโปรเฟสชั่นแนลออดิโอจาก อโพจี้ซาวน์ดอินซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักวิชาการที่เคยมีผลงาน การเขียนบทความวิชาการด้านระบบเสียงให้นิตยสารหลายฉบับ เป็นที่ยอมรับในเรื่องผู้ออกแบบผลิตTas เครื่องเสียงคุณภาพสูงระดับโลกโดยคนไทยในอดีต ได้รับรางวัลต่างๆมากมาย จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงการเครื่องเสียงระดับสูง ทั้งของเมืองไทยไปถึงต่างประเทศ ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันให้มั่นใจในเรื่องคุณภาพได้แน่นอน ยึดสโลแกนเสมอมาว่า “Tas ทำของเลวๆไม่เป็น! ”

ซ้าย : เป็นเครื่องมือวัดทดสอบที่ได้มาตรฐาน ใช้สำหรับและสร้างและวัดความแม่นยำความถี่คลื่นสมอง High Precision Brainwave Frequency Generator & Tester


แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน เหมาะกับใครบ้าง?

เหมาะกับผู้ที่ต้องการผ่อนคลายจากความเครียดนาๆประการจากการใช้สมองตรากตรำงานหนัก เช่น นักธุรกิจ ผู้บริหาร ผู้คนที่ทำงานด้าน IT นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ และผู้ที่ต้องการลดความตึงเครียดอ่อนล้าของสมอง ผู้ที่เครียดกับปัญหารุมเร้า ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจหรือการเมืองตลอดจนความ เครียดจากครอบครัวและการดำเนินชีวิต นอกจากนี้ยังใช้กับนักเรียนนักศึกษา ที่ต้องการความจำที่ดีเลิศในการเรียนรู้ ดูตำรับตำราเพื่อเตรียมตัวสอบ ใช้กับสถานบริการที่ต้องการคลายเครียดให้กับลูกค้า เช่น โรงแรม รีสอร์ท สปา ใช้กับโรงเรียนและสถานศึกษา เป็นต้น


ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์พิเศษอื่นๆอีกหรือไม่?

ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษใดๆเพิ่มอีกนอกจากที่กำหนดเอาไว้ในคู่มือนี้ การฟังต้องฟังจากหูฟังเท่านั้นซึ่งปกติจะแถมมาในกล่องให้แล้ว สามารถใช้ได้ทั้งชนิดครอบหูหรืออันเล็กสอดในหูก็ได้ ซึ่งราตาไม่ต้องแพงมากก็ได้ ขอให้ดูคุณภาพการตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 20เฮิร์ทซ์ ถึง 18,000เฮิร์ทซ์ ก็สามารถใช้ได้ดี แต่โดยปกติแบบครอบหูจะให้เสียงความถี่ต่ำๆดีกว่า


ชนิดของเครื่องเล่นเพลงแบบไหนที่จะใช้กับ แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน ได้ดี

เครื่องเล่นซีดีแบบพกพาทั่วไปที่เล่นเพลง MP3ได้ เครื่องเล่นMP3/MP4 ทั่วไป แท็บเล็ต หรือคอม พิวเตอร์ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันราคาถูกลงมาก หรือโทรศัพท์มือถือที่เล่น/ฟัง MP3 ระบบสเตอริโอจริงได้( โทรศัพท์มือถือทั่วไปในตลาด 90%ที่เล่นMP3 ได้นั้น มักเล่นได้แบบโมโน ทั้งนั้น โมโนคือเสียงจากหูฟังทั้ง2ข้างจะเหมือนกัน ไม่แยกกันเด็ดขาดเหมือนระบบสเตอริโอที่เสียงหูฟังซ้ายขวาแยกกันชัดเจนเด็ดขาด แทส เดวิด ซิสเท่มวัน มายด์แมชีนจะรองรับเฉพาะระบบสเตอริโอจริงๆเท่านั้น ถ้าเป็นMP3แบบโมโนจะใช้ไม่ได้ผล แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสเตอริโอหรือโมโน ให้ก็อบปี้ DVD แทรคที่1ที่ให้มากับเครื่อง แทส เดวิด ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน ไปไว้ในโทรศัพท์มือถือที่ต้องการทดสอบ แล้วเปิดฟังดู เพราะจะมีเสียงทดสอบ แชนแนลวซ้ายและขวาแยกกัน ถ้าเป็นสเตอริโอจะได้ยินเสียงที่หูฟังด้านซ้ายและขวาแยกจากกันชัดเจนเด็ดขาด แต่ถ้าเสียงหูฟังทั้ง2ข้างเหมือนกันคือไม่แยกเด็ดขาดก็แสดงว่าเป็นระบบโมโน จะนำมาใช้ร่วมกับ แทสซิสเท่มวัน มายด์แมชีนไม่ได้ )

การใช้งาน อันดับแรกต้องก็อปปี้ไฟล์เสียงคลื่นสมองจากแผ่นDVDที่ให้มาทุกแทรค ไปไว้ในเครื่องเล่นMP3/MP4 หรือโทรศัพท์มือถือ(ที่เล่น/ฟังMP3สเตอริโอแท้ๆได้) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็น พีซี หรือโน๊ตบุ๊คก็ได้ เสียก่อน ถ้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีโปรแกรมฟังเพลง เช่น Media playerซึ่งปกติจะมีในวินโดว์อยู่แล้ว หรือโปรแกรม วินแอมป์ หรือโปรแกรม Gom player เป็นต้น อยู่ในเครื่องเสียก่อน เปิดเล่น แล้วใช้หูฟัง ฟังเท่านั้น(ห้ามฟังจากลำโพงโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่ได้ผล ทำไมหร์อ ถ้าจำไม่ได้ ให้ย้อนกลับไปอ่านตอนต้น เรื่องไบนัวร่อนบีท ในบทความนี้)


การฟัง Tas “เดวิด” มายด์แมชีนแทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน โดยฟังจากลำโพงแทนหูฟังได้หรือไม่?

ไม่ได้เด็ดขาด! เพราะการฟังจากหูฟังนั้นหูแต่ละข้างจะได้ยินเฉพาะความถี่เสียงที่ป้อนให้หูด้านนั้นๆโดยเฉพาะ เช่นเสียงแชนแนลซ้ายได้ยินโดยหูซ้าย เสียงแชนแนลขวาจะได้ยินโดยหูขวา สมองจะแยกแยะความแตกต่างของความถี่ไบนัวร่อนบีทที่ป้อนให้หูทั้ง2ข้าง และสร้างความถี่แฟนธ่อม ขึ้นเองโดยอัตฺโนมัติ ความถี่แฟนธ่อมนี้มีผลทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายได้ แต่การฟังจากลำโพงจะเกิดอาการ”รั่วข้ามช่อง” หรือที่เรียกว่า Crosstalk โดยหูซ้ายมีสิทธ์ได้ยินเสียงจากลำโพงทั้งด้านซ้ายและเสียงที่มาจากลำโพงด้านขวา ทำนองเดียวกันหูขวาก็มีสิทธ์ได้ยินเสียงที่มาจากลำโพงขวา และเสียงที่ลอดมาจากลำโพงด้านซ้ายเช่นกัน จึงไม่เกิดความแตกต่างของคลื่นความถี่ที่หูทั้งสองข้างได้ยิน สมองก็จะไม่มีการสร้างความถี่แฟนธ่อมอันเป็นต้นเหตุของการทำให้สมองเกิดการคลายเครียด


เมื่อหูฟังสามารถตอบสนองความถี่ต่ำสุดเพียง20เฮิร์ทซ์ซึ่งเป็นความถี่ต่ำที่สุดเท่าที่หูคนเราจะได้ยิน แล้วเราจะได้ยินความถี่แฟนธ่อมที่ต่ำกว่า20เฮิร์ทซ์ เช่นความถี่ 7เฮิร์ทซ(เธต้า) หรือขนาด2เฮิร์ทซ์(เดลต้า) ได้อย่างไร?

ความถี่ไบนัวร่อนบีท ปกติจะสามารถสร้างขึ้นเองโดยสมองโดยอัตฺโนมัติ ไม่ใช่การได้ยินโดยตรงผ่านหูฟัง ตัวอย่าง เช่น ถ้าเราป้อนความถี่100เฮิร์ทผ่านหูฟังเข้าที่หูข้างซ้ายและความถี่107เฮิร์ทซ์ ผ่านหูฟังที่หูด้านขวา สมองของเราจะแยกแยะสร้างความถี่แฟนธ่อม ทีเป็นความถี่ไบนัวร่อน ที่ความถี่7เฮิร์ทซ์ที่เกิดจากความแตกต่างของสองความถี่ที่สมองได้รับ ซึ่งความถี่7เฮิร์ท ที่สมองสร้างขึ้นนี้ จะตรงกับคลื่นสมองความถี่เธต้าพอดิบพอดี (เธต้าเป็นช่วงที่สมองเกิดการผ่อนคลาย ช่วยให้การเรียน และความจำดีขึ้นนั่นเอง)


คนที่พิการทางการได้ยินจะสามารถใช้ แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน ได้หรือไม่?

จากข้อมูลที่ได้ศึกษาพบว่าในต่างประเทศ แพททย์อธิบายว่าขึ้นอยู่กับผู้พิการบางคน เพราะ เสียงจะเดินทาง ผ่านกระดูกในช่องหูเข้าสู่สมอง ไม่ใช่ผ่านแก้วหู ดังนั้นผู้พิการทางการได้ยิน บางคนสามารถใช้เครื่องมายด์แมชีนได้(แต่ไม่ใช่ทุกคน ทั้งนี้ขึ้นกับการพิการในแต่ละคนว่าพิการส่วนไหนอย่างไร)


แผ่น DVD ที่ให้มาพร้อม แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน นั้นมีเสียงความถี่เหมือน กันทั้งหมดทุกแทรกหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไป ตามลักษณะการใช้งานของคลื่นสมองแต่ละช่วง(State) มีทั้ง เบต้า แอลฟ่า เธต้า เดลต้า เช่น ใช้ความถี่เบต้าเพื่อกระตุ้นให้สมองตื่นตัว เกิดการกระฉับกระเฉง ทำกิจกรรมต่างๆได้ดี หรือใช้ความถี่เธต้า เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ การจดจำดีและรวดเร็วขึ้น และใช้ความถี่เดลต้า เพื่อการผ่อนคลาย(Relaxation)  ลดความตึงเครียด(Stress) การทำสมาธิ(Meditation) ใช้บังคับจิต(Hypnosis) การกำหนดจิต(Focus)ให้จดจ่อต่อมุ่งต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น แสง เสียง ลมหายใจ เป็นต้น โดยใช้ซอฟท์แวร์ชั้นนำที่มีชือ เสียงจากอเมริกามาเป็นตัวสร้างเสียงความ ถี่คลื่นสมองเหล่านี้


จะเป็นอะไรมั๊ยถ้าหลับลง ขณะใช้ แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน?

ก็วิเศษณ์เลยหละ เพราะเป็นเป้าหมายหลักของการใช้เครื่องมายด์แมชีนเพื่อการผ่อนคลาย ซึ่งแสดงให้เห็นประ สิทธิภาพของเครื่องกำเนิดความถี่คลื่นสมองจากเครื่องมายแมชีน สัมพันธ็สอด คล้องกับคลื่นสมองของเรา(Brain Sync)จนทำให้สมองของเราปรับเปลี่ยนคลื่นสมองไปตามสิ่งเร้าที่เรากำหนด นั่นคือเราต้องการให้สมองได้รับการผ่อนคลายความตึงเครียดลงนั่นเอง


จะทำอย่างไรถ้าการหลังใช้ แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน แล้วรู้ยังสึกตื่นตลอดเวลา เฉยๆไม่รู้สึกผ่อนคลายหรือคลายเครียดอะไรเลย?

โดยปกติเครื่องมายด์แมชีนถูกออก แบบมาเพื่อนำเราไปสู่ภาวะการผ่อนคลาย(Relax) หรือคลายตึงเครียด(Stress)ลง แต่ถ้าหลังการใช้แล้วไม่รู้สึกอะไรเลยแสดงว่าสมองของเราดื้อไม่พร้อมต่อการตอบสนองต่อความถี่คลื่นสมองจากเครื่องมายด์แมชีน(โปรดอ่านในเรื่องสมองกับการปรับสภาพ(Stabilyze)และอาการย้อนกลับ(Bounce Back) ในหัวข้อ คลื่นสมองกับระดับสมาธิ จากบทความตอนต้น) ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุ ของสมองดื้อ มาจากจิตไม่นิ่ง(Focus) ขาดสมาธิหรือจิตไม่สงบ ให้สังเกตุดูว่าเกิดจากอะไร เช่น อากาศที่ร้อนหรือหนาวเกินไปก็มีส่วนที่ทำให้ขาดสมาธิ การมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ เสพยาเสพติดหรือสารเสพติด บุหรี่ หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัว หรือหิวจัด ต่างๆเหล่านี้ก็มีส่วนทำให้ขาดสมาธิ หรือไร้สติได้เช่นกัน

จากการศึกษาข้อมูลในต่างประเทศแนะนำว่าถ้าเกิดอาการดังกล่าว ให้ทดลองแก้ด้วยวิธีต่างๆเช่น ขณะใช้ให้นับเลขช้าๆในใจจาก 10 ไล่ลงไปจนถึง1 แล้วไล่จาก1 ไป10 เรื่อยๆ หรือหยุดใช้แล้วดื่มน้ำเย็นๆสักแก้ว หรือล้างหน้าล้างคอด้วยน้ำเย็นๆ หรือใช้น้ำเย็นผ่านข้อมือ หรือการเดินตีนเปล่ากำหนดลมหายใจลึกๆเข้าออกเป็นต้น แล้วลองกลับมาใช้ใหม่

แต่ถ้าจิตใจปกตกติรับรองว่าใช้ได้ผลแน่นอน


การฟัง DVD ด้วย “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน กี่ครั้ง หรือนานแค่ไหนจึงจะเห็นผล?

โดยปกติ จะรู้สึกได้ทันที่ที่เริ่มใช้ อย่างไรก็ตาม ไฟล์เสียงเหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อปรับคลื่นสมอง จะได้ผลดีมากขึ้นถ้าใช้หลายครั้ง การใช้จะเกิดผลดีขึ้นถ้าฟังจากแทรคที่1-24  Brain sync Meditation ที่สร้างมาเพื่อการทำให้มีสมาธิและการผ่อนคลายตอนกลางคืนก่อนนอน และฟังแทรคที่25-29 Brain Power Stimulation ปลุุกสมองให้ตื่นในตอนเช้าหรือกลางวันเพื่อเพิ่มสมาธิและจิตใจที่เข้มแข็ง ในการทำงาน(ดูจากข้อมูลในDVD ในบทความนี้ )


ขณะที่ฟังต้องปฎิบัติอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการใช้ แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน เห็นผลตามที่ตั้งใจไว้?

การใช้งานในกรณีที่ต้องการพักผ่อน หรือผ่อนคลาย ก็เพียงแต่ปรับสภาพแวดล้อม และร่างกายให้เหมาะแก่การพักผ่อน เนื้อตัวไม่เหนียวเหนอะหนะเหงื่อไหลไคลย้อย ไม่หิวเกินไป สวมเสื้อผ้าที่หลวมๆ เอนหลังบนโซฟาในท่าที่สบายๆ ในห้องแอร์หรือห้องที่มีอากาศถ่ายเท โล่ง ไม่ร้อนอบอ้าว สวมหูฟังเปิดฟังแทรคที่ต้องการ สวมแว่นตา หลับตา แล้วปรับให้แสงจากหลอดLED ที่แว่นตากระพริบตามความถี่คลื่นสมองและเสียงเพลงที่ได้ยินทางหูฟัง โดยให้แสงกระพริบทะลุวอมแวมผ่านเปลือกตา ห้ามลืมตาเพราะแสงสว่างจากหลอดไฟLEDที่แว่นตาทำให้แสบตาได้ หายใจเข้า และ ออก ยาวๆ ช้าๆ ลึกๆ ไม่ช้าจะเข้าสู่ภวังค์

ข้อระวังในการใช้งานให้ปิดประตูให้มิดชิด เพราะขณะที่เราหลับตาหรือกำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น อาจมีมิจฉาชีพหรือคนร้ายเข้ามาได้

สามารถนำไปใช้ ในที่ทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สมองกระปรี้กระเปล่า โดยการฟังแทรคที่25-29 Brain Power Stimulation ปลุกสมองให้ตื่น  โดยใช้ในช่วงพักกลางวันเพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำงานต่อในช่วงบ่าย

ประสบการณ์ของแต่ละคนจากการใช้ในแต่ละคนแตกต่างกันออกไป อ้นที่จริงการฟังไฟล์เสียงแค่1หรือ2 ไฟล์ ในแต่ละครั้งเราจะบอกถึงความแตกต่างด้วยตัวเราเองว่ามันรู้สึกผ่อนคลายได้จริงๆ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกหรืออธิบาย  ประสบการณ์เท่านั้นที่จะบอกเราได้ด้วยตัวเราเอง


เราจะต้องฟังDVD ในแต่ละแทรค ตลอดความยาวทั้งแทรคหรือไม่?

ไฟล์เสียง ของ Tas “เดวิด” มายด์แมชีนจะมีความยาวแต่ละแทรคแตกต่างกัน สั้นบ้างยาวบ้าง แนะนำให้ฟังตลอดความยาวทั้งแทรค จะได้ผลดีกว่าเพราะมันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองที่เกิดขึ้นในสมอง แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป เราจะเลือกฟังเฉพาะแทรคที่เราชอบ หรือเราต้องการก็ได้


เราสามารถฟัง DVD  ของแทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน ได้บ่อยแค่ไหน?

สามาถฟังได้บ่อยเท่าไรก็ได้เท่าที่เราชอบหรือเราต้องการจะฟัง หรือฟังช่วงทีเราต้อง การให้เกิดผลต่อสมองในวิธีทางที่เราต้องการ การฟังหลายชั่วโมงในแต่ละวันก็ไม่เป็นอะไร แต่ไม่ควรฟังชุดที่6 (Brain Power Stimulation) ก่อนนอน เพราะสมองถูกปลุกให้ตื่นแล้วจะทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับยาก


เราจะฟัง DVD ของ แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน โดยไม่ต้องใส่แว่นตาPhoto Strobicได้หรือไม่?

ได้ถ้าฟัง DVD แทรคที่25-29 Brain  power Stimulation เพราะเป็นชุดที่บันทึกเอาคลื่นความถี่ เบต้าเอาไว้ คลื่นเบต้าส่งเสริม หรือปลุกให้สมอง   ตื่นตัว   เกิดความคิดสร้างสรรค์  ขณะที่เราทำกิจกรรมอย่างอื่นควบคู่กันไป เช่น ออกกำลังกาย

และในDVDแทรคที่21นี้จะบันทึกเอาคลื่นความถี่แอลฟ่าเอาไว้ คลื่นแอลฟ่านี้ส่งเสริมให้สมองเกิดความจำ จึงฟังแผ่นนี้ขณะขีดๆเขียน ดูตำรับตำรา อ่านหนังสือ หรือเตรียมตัวสอบ เป็นต้นโดยไม่ต้องสวมแวน Photostrobic

แต่ถ้านอกเหนือกิจกรรมดังกล่าวแล้วควรอย่างยิ่งต้องใส่แว่น Photostrobic เสมอ เพราะแว่น Photostrobic มีแสงกระตุ้นสมองจะรับรู้การเร้าทางแสงดีกว่าทางเสียงแต่เพียงอย่างเดียว และถ้าเร้าทั้งแสงและเสียงพร้อมกันก็จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด (โปรดอ่านหัวข้อการเร้าด้วยสิ่งที่มองเห็น ในบทต้นๆ) DVDแทรคที่1-24จะบันทึกคลื่นความถี่เดลต้าและเธต้า ที่ต้องการให้สมองเกิดการผ่อนคลาย(Relaxation)


แทส “เดวิด”ซิสเท่มวัน มายด์แมชีน สามารถใช้กับเด็กได้หรือไม่?

ได้100% จากการได้ศึกษาเรื่องมายด์แมชีน ในต่างประเทศพบว่าสามารถใช้กับเด็กๆได้โดยไม่เกิดอันตราย มีผลการวิจัย จากภาควิชาจิตวิทยามหาวิทยาลัย MLSซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศอินเดีย มีผลการวิจัยว่า เด็กที่ใช้มายด์แมชีนจะทำให้สมองมีประสิทธิ ภาพดีขึ้น ความจำดีขึ้น เรียนหนังสือและมีผลเรียน การสอบ ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้มายด์แมชีน มหาวิทยาลัยยังยืนยันว่าได้ผลและปลอดภัย

ผลจากการรายงานจากการประชุมสมา คมจิตวิทยาประยุคและไบโอฟีดแบคของสหรัฐอเมริกาประจำปี1991 ชี้ให้เห็นว่าไฟล์เสียงความ ถี่คลื่นสมองในระดับความถี่เบต้า(Beta frequency) ช่วยให้การทำงานของสมองในเด็กๆดีขึ้นและ ไบนัวร่อนออดิโอ(Binuaral audio) ยังมีผลทั้งต่อประสิทธิภาพการทำงานและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับงาน

ข้างล่างนี้เราได้คัดเอาข้อความบางตอน ในรายงานการประชุมและผลการศึกษา ดังกล่าวมาให้มาให้อ่านในที่นี้

“In 1991, at the annual meeting of the Association of Applied Psychophysiology and Biofeedback, Harold Russell, Ph.D., presented research showing that Beta frequencies improved the cognitive functioning of children with ADD. In addition, the results of a 1997 study conducted by the Departments of Psychiatry and Behavioral Sciences at Duke University Medical Center indicated binaural audio is effective in increasing cognitive performance. The study reported that "binaural auditory stimulation can affect both the task performance and changes in mood associated with the task." (Lane, Kasian, Owens, Marsh; 1998, Binaural Auditory Beats Affect Vigilance, Performance, and Mood; Physiology & Behavior, Vol. 63, No.2).”   ขวา: ในประเทศที่เจริญอย่างสหรัฐอเมริกา ในโรงเรียนมีเครื่องมายแมชีนให้เด็กๆสามารถใช้ได้

 

ดนตรีมีผลต่อสมองของเด็กๆอย่างไร

How Music Benefits Your Child's Brain

(กรุณาปิดเสียงเสียงเพลง "ราชบุรีที่รัก" ที่แถบควบคุมในหน้าแรก ก่อนครับ)

ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=IbbQt3zKU9Y&feature=related

 


Tas “เดวิด” มายด์แมชีน ต้องขออนุญาตผ่าน อ.ย. รับรองหรือไม่ หรือมีข้อห้ามหรืออันตรายหรือผิดกฏหมายหรือไม่?

ไม่ต้องผ่าน อ.ย. เพราะไม่ใช่อาหาร และไม่ใช่ยา ไม่เป็นอันตรายใดๆ ไม่เกิดการสะสมของสารพิษในร่างการอย่างที่เกิดกับอาหาร และยาบางชนิด สามารถนำไปใช้บำบัดโรคบางชนิดโดยไม่ต้องใช้ยา เป็นการบำบัดด้วยวิธิการทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย โดยวิธีสัมผัสใกล้ชิดเข้าถึงธรรมชาติ  ตลอดจนนำไปใช้บำบัดกับผู้ป่วยทางจิต หรือติดสารเสพติด หรือลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช้นกินจุกกินจิกอันเป็นสาเหตุโรคอ้วนเป็นต้น

เสียงจากเครื่องมายด์แมชีนอยู่ในย่านความถี่ 20-20,000เฮิร์ทซ์ ซึ่งเป็นย่านที่หูคนเราปกติได้ยินอยู่แล้ว มันก็เหมือนเราฟังดนตรีคลายเครียดเบาๆทั่วๆไป แต่จะได้ยินเสียงคลื่นความถี่ต่ำบ้าง สูงบ้างรวมปนมากับเสียงเพลงหรือเสียงธรรมชาติ เช่นเสียงฝนตก ฟ้าร้อง น้ำไหล เสียงนก เสียงลมพัดเป็นต้น จึงไม่เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียใดๆทั้งสิ้น

ย้ำเสียงทั้งหมดอยู่ในย่าน Audio spectrum 20-20,000 เฮิร์ทซ์ ที่หูมนุษย์ปกติได้ยินอยู่แล้ว ไม่ได้สูงเป็นพิเศษในย่าน  Ultrasonic เกินกว่าหูมนุษย์ได้ยิน ยกเว้นสัตว์พวกสุนัขหรือค้างคาวได้ยิน และไม่ได้ต่ำพิเศษในย่าน Infrasonic หรือ Subsonic ที่ต่ำกว่าหูมุษย์ปกติได้ยินแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะต่ำหรือสูงกว่าย่านความถี่ที่มนุษย์ได้ยิน ก็ไม่เป็นอะไร เพราะเราไม่ได้ยินคลื่นเหล่านั้นอยู่ดี ในแต่ละวันมีคลื่นสารพัดผ่านหูผ่านตัวเรามากมาย แต่เราไม่ได้ยิน คลื่นเหล่านั้นเช่นคลื่นสัญ ญาณ ดาวเทียม คลื่นสื่อสาร โทรศัพท์ คลื่นวิทยุโทรทัศน์ คลื่นไมโคเวฟ เป็นต้นแต่ไม่มีผลกับเราเพราะเราไม่ยิน ดังนั้นจึงไม่ผิดกฎหมายข้อใดทั้งสิ้น ในต่างประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโล ยี อย่างสหรัฐอเมริกาใครๆสามารถสร้างและ ประกอบเครื่องมายด์แมชินใช้เองได้

มายด์แมชีนที่เด็กในสหรัฐอเมริก สร้างใช้เองได้




เบื้องหลังการออกแบบและสร้าง Tas เดวิด มายด์แมชีน

ผู้ออกแบบชื่อ อาจารย์อัมพร จันทรมาศ   อายุ62ปี

บ้านเกิด นครศรีธรรมราช

เจ้าของ "วิวงาม-น้ำสวย" อุทยานเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ ท่ามกลางธรรมชาติสไตล์ป่าฝนเขตร้อน ริมแม่น้ำแม่กลอง ต.โคกหม้อ อ.เมือง ราชบุรี สถานที่ท่องเที่ยงเชิงความรู้ใกล้ตัวเมืองราชบุรี เปิดเข้าชมฟรีทุกวัน 10:00น-17:00น เช่น มี ปั๊มน้ำไม่ใช้ไฟฟ้า ตู้เย็นไม่ใช้ไฟฟ้า เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เตาชีวมวลประหยัดพลังงาน แอร์ราคาถูกทำเองได้ รั้วไฟฟ้า จักรยานปั่นน้ำ ถ่ายภาพ3มิติ และอื่นๆ เป็นต้น กับมีบริการห้องพักปรับอากาศ และให้เช่าสถานที่กางเต๊นท์พักแรม ตกปลา กาแฟสดบดมือ ชงเอาเองและอาหารว่างอร่อยๆ 

การศึกษา

ปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์จามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวัง สนามจันทร์ จังหวัดนคร ปฐม ปีพ.ศ. 2518

ปริญญาโท การศึกษามหาบัณิต คณะบัณฑิตวิทยาลัย สาขานวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา(Innovation Education Technology-AUDIO-VISUAL) จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตประสานมิตร กรุงเทพ ปีพ.ศ. 2523

ประสบการณ์การทำงาน

จบปริญญาตรีใหม่ๆ สอบเข้ารับราชการเป็นครูสอนหนังสือระดับมัธยมที่โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์(สตรีประจำจังหวัดราชบุรี) ปีพ.ศ.2518-2520 แล้วอำลาชีวิตราชการ เดินทางเข่ากรุงเทพฯเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท จบปริญญาโทมาหมาดๆ เข้าทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตสือการสอนประเภทภาพ/เสียง/วิทยุ/โทรทัศน์ประจำศูนย์ฝึกอบรม สำนักผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพจำกัด ปี พ.ศ.2523-2526 ตึกธนาคารกรุงเทพจำกัดสาขาสะพานผ่านฟ้าปัจจุบัน

ผ่านการอบรมสัมนา ได้รับประกาศ นียบัตรด้านระบบเสียงและลำโพงระดับอาชีพ(Speaker reconning & Professional power Amplifier calibration)จาก Apogee Sound Inc. ประเทศสหรัฐ อเมริกา ปี พ.ศ.2535

ซ้าย : สมัยหนุ่มๆเมือคราวไปอบรมสัมนาด้านระบบเสียงอาชีพ ที่   สหรัฐอเมิกา อ.อัมพร จันทรมาศ(เสื้อขาว)ถ่ายคู่กับวิทยากรจาก APOGEE SOUND INC. อเมริกา

ขวา : ประกาศนียบัตรด้านระบบเสียงและลำโพงระดับอาชีพ(Speaker reconning & Professional power Amplifier calibration) ของอาจารย์อัมพรจาก Apogee Sound Inc. ประเทศสหรัฐ อเมริกา





ซ้าย : อาจารย์อัมพร จันทรมาศ(คนกลาง) กำลังฝึกงานในโรงงานผลิตลำโพงของอโพจี้ สหรับอเมริกา ซึ่งเป็นลำโพงที่ได้รับการยกย่องว่าดี และแพงที่สุดในโลกในสมัยนั้น(พ.ศ.2535)ราคาคู่ละกว่าล้านบาท

อาจารย์อัมพร จันทรมาศ เป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวของเมืองไทยที่ผ่านการอบรมสัมนา ได้ รับประกาศนียบัตรด้านการออกแบบวิเคราะห์คำนวณระบบเสียงรู้ผลล่วงหน้าบนจอคอมพิวเตอร์ ก่อนติดตั้งจริงโดยใช้ EASE-(Electro Acoustic Simulator for Engineer) จาก Renkus Heinz Inc ประ เทศสหรัฐอเมริกา ปี พ.ศ.2536

EASE เป็นซอฟท์แวร์ที่ใช้คำนวนออก แบบ ระบบเสียงจากเยอรมันนีที่วิศวกรด้านเสียง(Sound Engineer)ทั่วโลกยอม รับว่าแม่นยำที่สุดในโลก ถูกนำไปใช้ในการวางระบบเสียงให้กับสถานที่ชั้นนำของโลก เช่น สนามกีฬา Antec stadium ที่เม็กซิโก ใหญ่ที่สุดในโลกจุได้หลายแสนที่นั่ง EASE ถูกนำไปใช้ในการคำนวณและวางระบบเสียงในการแข่งขันฟุตบอลโลกหลายสมัย ถูกนำไปใช้ในการวางระบบเสียงในพิธีมอบรางวัลโนเบลที่สวีเดน EASE ถูกนำไปใช้ ออกแบบระบบเสียงในห้องประชุมของนาโต้ และที่สำคัญอื่นๆทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ขวา : EASE ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในการวางระบบเสียงในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ (ภาพขวา)โดยอาจารย์อัมพร จันทรมาศ  และนำมาใช้ออกแบบระบบเสียงให้กับสถานที่แนวหน้าระดับชาติหลายแห่ง เช่น  ระบบเสียงสำหรับพิธีพระราชทานปริญญาบัตร หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ระบบเสียงในการแข่งขันยิมนาสติกในกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่เป็นผลงานการออกแบบระบบเสียงโดย อาจารย์ อัมพร จันทรมาศ

ล่างซ้าย : อาจารย์อัมพร จันทรมาศ กำลังรัน EASEซอฟท์แวร์ในการออกแบบระบบเสียงโรงละคร แห่งหนึ่ง บนคอมพิวเตอร์จุดเจ๋งที่เร็วที่สุดในสมัยนั้น

อ.อัมพร ยังเป็นผู้ออกแบบระบบเสียงให้สถานที่ชั้นนำระดับชาติหลายแห่ง เช่น ระบบเสียงสำหรับห้องทรงงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตึก กปร.โรงเรียนนายร้อย จปร.(เดิม) ถนนราชดำเนิน ระบบเสียงห้องประชุม พระที่นั่งนงคราญสโมสร และสถานที่ต่างๆทั้งรัฐและเอกชน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร คลับ ผับ เธค ทั่วเมืองไทย อีกหลายที่นับไม่ถ้วน

และยังเป็นอดีตอาจารย์บรรยายพิเศษ ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทหลายมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒวิทยาเขตบางแสน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่

ล่าง : ประกาศนียบัตรรับรองเป็นวิทยากร บรรยายในระดับปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ ประกาศนียบัตรรับรองเป็นวิทยากร บรรยายในระดับปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน

อดีตยังเป็นนักเขียนบทความวิชาการด้านระบบเสียงให้กับนิตยสารชั้นนำด้านเครื่องเสียง เช่น What’s HiFi? , AUDIO, STEREO เป็นที่ปรึกษาในกองบรรณาธิการนิตยสาร What’s HiFi?

นับถอยหลังไปร่วม30ปี เป็นเจ้าของและผู้ออกแบบเครื่องเสียง Tas              

Tas คืออะไร? Tas ย่อมาจากคำว่า Thai Audio System ซึ่งแปลว่าระบบเสียงของไทย เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน  ไว้กับกระทรวงพานิชย์ เป็นยี่ห้อเครื่องเสียงไทย  คุณภาพสูงสุดขีด(ไฮ-เอ็นด์)รายแรกๆของไทยยี่ห้อหนึ่งในสมัยนั้น ที่ยึดสโลแกน Tas ทำของเลวๆไม่เป็น เป็นรายแรกๆที่กล้าแปะคำว่า Made in Thailand ไว้บนสินค้าทุกเครื่อง ซึ่งสวนกับความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ที่ไม่ค่อยยอม รับและเชื่อถือสินค้าของคนไทยสักไรโดย เฉพาะสินค้าไฮเท็คพวกเครื่องเสียง แต่ด้วยที่เป็นคนหนุ่มไฟแรงต้องการลบค่านิ ยมเหล่านั้นออกจากจิตใจคนไทย และหันมายอมรับสินค้าไทยมากขึ้นทั้งนี้ เพื่อให้ลูกหลานไทยในวันข้างหน้าจะได้ทำมาหากินได้ด้วยความภาคภูมิและไม่ลำบาก หรือมีคนดูถูกว่าของไทยทำดีได้แค่เหรออะไรทำนองนี้ หลายคนหาว่ากล้า ขณะเดียวกันหลายคนว่าบ้า  แต่ในที่สุดTas ก็ทำสำเร็จ ฝ่าด่านค่านิยมเหล่านั้นมาได้อย่างสวยงาม มีชื่อเสียงโด่งในเรื่องคุณภาพสุดยอด เป็นเครื่องเสียงที่ให้เสียงสะอาด บริสุทธิ์ไร้การแต้มสีสัน จนเป็นที่ยอมรับกล่าวขานในหมู่นักเล่นเครื่องเสียงระดับเซียนหูทองทั้งชาวไทยไปจนถึง ยุโรป อเมริกาและ เอ เซีย ได้รับรางวัลต่างๆ และลงตีพิมพ์ในนิตยสารเกี่ยวกับนิตยสารเครื่องเสียง หลายฉบับในสมัยนั้น

Tas ลำโพงซับวูฟเฟอร์ระบบ Motional Feedbackแก้ความพี้ยนในการเคลื่อนที่ของกรวยลำโพง พร้อมController ความเพี้ยนต่ำสุดเท่าที่มีในระบบลำโพงซับวูฟเฟอร์ของโลก นับเป็นหนึ่งเดียวในไทยที่กล้าใช้ระบบนี้ ออกแบบโดยอาจารย์อัมพร จันทรมาศ

ปรีแอมป์ระดับพระกาฬของ Tas แอสตร้า ปรีแอมป์”ไฮบริดจ์” ลูกผสมระหว่างหลอดกับโซลิดสเตท รายแรกของไทย ที่บรรดาเซียนหูทองถามหาอยากได้ไว้ครอบครองจนทุกวันนี้  

แอนเจล่า(ขวา)ปรีแอมป์แคสโคดคลาสเอตัวเดียวในไทยที่เป็นโซลิดสเดทแต่ไฟเลี้ยงสูงเท่ากับหลอด ออกแบบโดยอาจารย์อัมพรจันทรมาศ ทั้งแอนเจล่าและแอสตร้าใช้วงจรและอุปกรณ์ภายในที่สุดเท่าที่หาได้ในโลกนี้ ในยุคนั้น ผลิตจำนวนจำกัด ทำเอามัน ทำเอาดี เจ๊งไม่ว่า ต้องดีไว้ก่อน เพื่อประกาศให้รู้ว่าของดีไม่จำเป็นต้องมาจากต่างประเทศเสมอไป คนไทยไม่ได้กินแกลบ

ออพติม่า และสตาร์ไลน์ (ซ้าย)ผลงานการออก แบบ  ของอาจารย์อัมพร จันทรมาศ ใช้อุปกรณ์ดีที่สุดเท่าที่หาได้บนโลกใบนี้ เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่กล้าพูดไดว่าดัที่สุดในเมืองไทยในสมัยนั้น specification ไม่เป็นรองแอมป์ที่ดีและแพงที่สุดจากอเมริกาแต่ราถูกกว่ากันเกิน3เท่า


เครื่องเสียง Tas โดยอาจารย์ อัมพร จันทรมาศ คว้ารางวัล ผลิตภัณฑ์ดีเด่น(Product Award)ประจำปี2532 ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องเสียงระดับสูงของไทย มอบรางวัลโดย พณฯ กร ทัพรังษี รัฐมนตรีกระทรวงพานิชย์ในสมัยนั้น ณ หอประ ชุมใหญ่ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ขวาสุด)

ขวา: Tas Lyrebird MKIV ปรีแอมป์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ผลงานการออกแบบของ อาจารย์อัมพรจันทรมาศ

ล่างซ้าย: Tas DC1200Aเพาเวอร์แอมป์กำลังขับสูง ที่ได้รับความไว้วางใจในงานสำคัญระดับชาติหลายแห่ง คุณภาพเสียงเทียบกับเพาเวอร์แอมป์ราคาเกินแสนบาทจากอเมริกาได้สบายๆ ในราคาค่าตัวต่ำกว่าเกินเท่าตัว



แต่เป็นที่น่าเสียดาย ธุกิจเครื่องเสียงTasซึ่งเป็นชีวิตและจิตใจของอาจารย์อัมพร จันทรมาศ ที่สร้างตำนานมานับสิบๆปี จำเป็นต้องปิดฉากลงด้วยพิษเศรฐกิจปี2540 กลายเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังกล่าวขานถึงความยอดเยี่ยม...มาจนถึงทุกวันนี้

 

สถิติจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้3161
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้26387
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว31545
mod_vvisit_counterเดือนนี้21832
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว146578
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด4902772

We have: 17 guests, 1 bots online
IP ของท่าน: 3.234.214.113
 , 
Today: ธ.ค. 06, 2019